วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย


ข้อคิดพรรคการเมือง (3)

ประเด็นสุดท้ายที่ไม่ใคร่จะได้รับความสนใจในบ้านเรามากนักได้แก่ข้อที่ว่าเมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองระดับชาติที่อยู่เหนือกลุ่มผลประโยชน์ แต่ไม่ถึงกับเป็นพรรคการเมืองแห่งชาติ สิ่งที่ยึดโยงให้แต่ละพรรครวมตัวกันอยู่ได้ ทำให้แต่ละพรรคมีอัตลักษณ์แตกต่างจากพรรคอื่นคืออะไร นโยบายของพรรคเป็นตัวตัดสินหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นที่กำหนดนโยบายพรรคอีกชั้นหนึ่ง หรือภาวะผู้นำของหัวหน้าพรรค หรือทุนรอนของพรรค ทำไมนักการเมืองบางคนจึงย้ายพรรคเป็นว่าเล่น นักการเมืองจำนวนมากไม่มีอุดมการณ์ หรือย้ายพรรคบ่อยๆ เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือสะท้อนถึงปัญหาอะไร

ในประเทศที่มีประสบการณ์ยาวนานด้านพรรคการเมือง เป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่หลอมรวมและยึดโยงบุคคลให้ร่วมมือกันดำเนินการทางการเมืองได้แก่ ปัจจัยนามธรรม ได้แก่ ปรัชญาหรืออุดมการณ์ทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจ/สังคม/การเมือง เช่น ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมและระบบการเมืองแบบเผด็จการก็จะมีพรรคคอมมิวนิสต์ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียว นโยบายพรรคไม่ว่าสมัยใดก็ต้องอยู่ในประมณฑลของกรอบ (framework) สังคมนิยม ประเทศที่การเมืองเป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเป็นเสรีนิยมหรือทุนนิยม ก็มักมีหลายพรรคซึ่งสะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองในขอบข่ายหรือแถบความคิด (spectrum) ที่กว้าง เรียงมาตั้งแต่อนุรักษนิยม เสรีนิยม สังคมประชาธิปไตย แรงงาน สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ

พรรคการเมืองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตั้งชื่อตามครรลองนี้ว่าพรรค National Socialism : ซึ่งบ้านเราเคยหยิบยืมมาใช้เรียกว่าพรรค ชาติสังคม เมื่ออ่านชื่อพรรคก็เหมือนอ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์ คือพอจะสะท้อนปรัชญาอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่จะเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของพรรค

พรรคการเมืองควรมีแนวปฏิบัติตั้งแต่การตั้งชื่อพรรคให้ครอบคลุมและสะท้อนอุดมการณ์ปรัชญาทางการเมืองที่แต่ละพรรคยึดถือ ถ้าจะไม่แก่อุดมการณ์มากนัก จะใช้ปรัชญาสัมฤทธิคติ (pragmatism) ก็ระบุเอาไว้
ถ้าไม่ระบุอุดมการณ์ประเภทที่มีคำ ประชา เสรี สังคม แรงงาน ประชาคม ธรรมา หรือเสถียรภาพ ก็อาจจะระบุภารกิจหรือพันธกิจ เช่น กิจสังคม กิจประชาคม ฯลฯ ก็ได้ หรือคำที่มีความหมายถึงลักษณะพลวัตหรือการเปลี่ยนแปลง เช่น พัฒนา ก้าวหน้า ปฏิรูป อภิวัฒน์ หรือแสดงเอกลักษณะของกลุ่มเช่น มวลชน พลังใหม่ ความหวังใหม่ ฯลฯ

การตั้งชื่อพรรคหรือการใช้สัญลักษณ์ที่มิได้แสดงอัตลักษณ์ของพรรคหรือคณะของตนแต่เป็นสัญลักษณ์ส่วนร่วมของชาติ เช่น ธงชาติ ไม่ควรใช้ นอกจากนี้ การตั้งชื่อพรรคและใช้สัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมาย เป็นส่วนตัว การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่โลดโผนพิสดารโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย ความขบขันหรือความเสื่อมศรัทธาต่อวงการเมืองก็ดีหรือพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้วแต่ไม่ตั้งใจดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจังก็ดี ควรจะมีบทบัญญัติติดอาวุธให้สถาบันผู้รักษาการตามกฎหมายใช้ดุลพินิจในการเปลี่ยนแปลง ไม่รับจดทะเบียน หรืองดจ่ายเงินอุดหนุนต่อพรรคการเมืองนั้นๆ ได้

ในประเด็นท้ายสุด ผู้เขียนใคร่ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับบทกำหนดโทษเกี่ยวกับนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคล กับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบัน เรื่องนี้ผู้เขียนกลับเห็นว่าความผิดของนักการเมืองบางคนหรือหลายคน ก็ไม่ควรจะลงโทษไปถึงพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือสถาบัน เพราะเท่ากับเป็นการลงโทษไปถึงสมาชิกพรรคผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก สถาบันควรจะได้รับโอกาสให้ถ่ายเลือด สรรหาคณะบุคคลชุดใหม่ขึ้นมาพัฒนาสถาบันให้ยั่งยืนสถาพรอยู่เกินกว่าอายุของปัจเจกบุคคลต่อไป

ข้อมูลจากมติชนหน้า6