วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย (2)

พรรคการเมืองแตกต่างจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันข้างต้นหลายด้าน เป็นต้นว่า กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันมีความสนใจหรือมุ่งรณรงค์ข้อเรียกร้องปัญหาหรือหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เจาะจงหรือค่อนข้างแคบ (จะให้กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตั้งเป้าหมายจะรณรงค์ไว้มากมายหลายเรื่องหลายประเด็นกระจัดกระจายย่อมไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีนัก และไม่น่าจะมีใครทำ)
ส่วนพรรคการเมืองเป็นกลไกหรือสถาบันที่อยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่ากลุ่มผลประโยชน์ ภารกิจหรืองานของพรรคการเมืองหนึ่งๆ ย่อมกว้างไกลมีขอบข่ายและเนื้อหาครอบคลุมความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไว้ (คงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแถลงว่าพรรคของตนไม่สนใจ (ignore) ประโยชน์หรือปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชาวบ้าน)

ถ้าผลประโยชน์บางเรื่องขัดแย้งกัน พรรคก็จะมีจุดยืนหรือคำตอบในการเลือกฟันธงหรือประสานประโยชน์ (interest aggregation) เหล่านั้นเตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมความว่า คุณสมบัติหลักของพรรคการเมืองทั่วไปก็คือ

(1) จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการทางการเมืองในระดับที่ดูแลประโยชน์ส่วนรวม (public interest) ของระบบการเมืองโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ละพรรคอาจจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไว้แตกต่างกัน

(2) การดำเนินการทางการเมืองของพรรคการเมืองย่อมมีจุดหมายปลายทางที่จะลงเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของปวงชนเข้าทำหน้าที่ในสถาบันทางการเมือง พรรคการเมืองย่อมมีจุดมุ่งหมายจะมีโอกาสจัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองที่มีความมุ่งหมายหรือพฤติกรรมเป็นอย่างอื่น เช่นประสงค์จะเป็นผู้ตรวจสอบ (watcher) การทำงานของระบบราชการ หรือประสงค์จะให้การศึกษาทางการเมืองแก่สาธารณชน ฯลฯ ไม่ควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นพรรคการเมือง

(3) ถึงแม้พรรคการเมืองจะเป็นสถาบันการเมืองระดับสูงในสังคม และครอบคลุมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไว้จำนวนมาก และมีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลในช่วงสั้นหรือช่วงยาว แต่พรรคการเมืองก็ไม่ถึงกับอยู่ในตำแหน่งที่เป็นตัวแทน (represent) ประเทศชาติหรือสังคมทั้งมวล

(4) พรรคการเมืองที่จะมีคุณสมบัติ (eligible) เข้าดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจัง จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการจัดตั้งตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผน เป็นสถาบันที่เป็นทางการ (formal organization) และจะมีผลให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและกรรมวิธีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ระบบพรรคการเมืองในประเทศที่มีพรรคการเมือง อาจจะจัดกลุ่มตามจำนวนพรรคการเมืองหลักที่ทำงานอยู่ในระบบการเมือง โดยจำแนกออกเป็นระบบพรรคเดี่ยว ระบบสองพรรค และระบบหลายพรรค

ระบบพรรคเดี่ยวโดยนิตินัย น่าจะพบในระบบการเมืองเผด็จการ และหาทำยายากในระบอบประชาธิปไตย เพราะระบบนี้จะกำหนดให้คู่แข่งทางการเมืองทั้งปวงเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่จะต้องกำราบปราบปราม แต่ในทางพฤตินัย บางระบบการเมืองอาจจะพรรคการเมืองบางพรรคที่ผูกขาดอำนาจไว้ต่อเนื่องยาวนาน และลดฐานะพรรคคู่แข่งลงเป็นพรรคไม้ดอกไม้ประดับตลอดกาล

ส่วนระบบสองพรรคและระบบหลายพรรคในทางนิตินัยอาจจะเหมือนกันคือมีหลายพรรค แต่โดยพฤตินัยจะมีพรรคใหญ่เพียงสองพรรคที่ต่อสู้คู่คี่กันโดยตลอด เช่น พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันของสหรัฐ ชาวบ้านหรือชาวโลกแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อพรรคอื่นๆ เล็ดลอดออกมาเลย

ถ้าตามความเป็นจริงมีพรรคที่ผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจหรือเป็นรัฐบาลผสมเกินกว่าสองพรรค ก็ถือเป็นระบบหลายพรรค

อ่านต่อตอน3