วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

พระราชบัญญัติพรรคการเมืองไทย

กฏหมายพรรคการเมืองไทย
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. ๒๕๕๐
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐เป็นปีที่ ๖๒ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๕ มาตรา ๖๔ และมาตรา ๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้


มาตรา ๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

นโยบายพรรคเพื่อไทย



พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยก่อตั้งขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองและความขัดแย้งทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนตกอยู่ในภาวะที่ระส่ำระสายไร้สิ่งยึดเหนี่ยว สถาบันพรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ จึงจำเป็นต้องสถาปนาพรรคเพื่อไทยขึ้น โดยรวมเอาคนไทยจากทุกภาคส่วนมาระดมสติปัญญา เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ กำหนดนโยบายทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อฟื้นฟูให้ประเทศชาติกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน โดยอาศัยศักยภาพและภูมิปัญญาของคนไทยทั้งชาติ เพื่อความอยู่ดีมีสุข สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎเกณฑ์และกติกาเดียวกัน รวมทั้งภราดรภาพแห่งปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคเพื่อไทยทำเพื่อปัจจุบันที่มั่นคง และอนาคตที่มั่งคั่งของชาติไทย เพื่อไทย เพื่อปวงชนชาวไทยทุกคน

นำอดีตมาเป็นสติ ทำปัจจุบันให้เกิดสุข วางทางแห่งอนาคตที่สดใสและมั่งคั่ง เพื่อไทยทุกคน

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน

พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 แล้ว นั้น

บัดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชาติชาย พุคยาภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายโสภณ ซารัมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉีวี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายวรรณรัตน์ ชาญนุกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายธีระ สลักเพชร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายจุรินทร์ ลักษณณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวนริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายมานิต นพอมรบดี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

พรรคการเมืองคืออะไร

พรรคการเมือง (Political party)

พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญยิ่งสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งนี้เพราะพรรคการเมืองเป็นช่อง ทางการเชื่อมต่อระหว่างประชาชนผู้ถูกปกครองกับรัฐบาลผู้เป็นผู้ปกครอง พรรคการเมืองจะอาศัยความชอบธรรมจากคะเเนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับการเเต่งตั้งเป็นคณะรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่ในการบริหารประเทศไปตามเจตนารมณ์ของนโยบายของพรรคของตน

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย


ข้อคิดพรรคการเมือง (3)

ประเด็นสุดท้ายที่ไม่ใคร่จะได้รับความสนใจในบ้านเรามากนักได้แก่ข้อที่ว่าเมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองระดับชาติที่อยู่เหนือกลุ่มผลประโยชน์ แต่ไม่ถึงกับเป็นพรรคการเมืองแห่งชาติ สิ่งที่ยึดโยงให้แต่ละพรรครวมตัวกันอยู่ได้ ทำให้แต่ละพรรคมีอัตลักษณ์แตกต่างจากพรรคอื่นคืออะไร นโยบายของพรรคเป็นตัวตัดสินหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่นที่กำหนดนโยบายพรรคอีกชั้นหนึ่ง หรือภาวะผู้นำของหัวหน้าพรรค หรือทุนรอนของพรรค ทำไมนักการเมืองบางคนจึงย้ายพรรคเป็นว่าเล่น นักการเมืองจำนวนมากไม่มีอุดมการณ์ หรือย้ายพรรคบ่อยๆ เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือสะท้อนถึงปัญหาอะไร

ในประเทศที่มีประสบการณ์ยาวนานด้านพรรคการเมือง เป็นที่เข้าใจกันว่า สิ่งที่หลอมรวมและยึดโยงบุคคลให้ร่วมมือกันดำเนินการทางการเมืองได้แก่ ปัจจัยนามธรรม ได้แก่ ปรัชญาหรืออุดมการณ์ทางการเมือง หรือทางเศรษฐกิจ/สังคม/การเมือง เช่น ประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมและระบบการเมืองแบบเผด็จการก็จะมีพรรคคอมมิวนิสต์ถูกกฎหมายเพียงพรรคเดียว นโยบายพรรคไม่ว่าสมัยใดก็ต้องอยู่ในประมณฑลของกรอบ (framework) สังคมนิยม ประเทศที่การเมืองเป็นประชาธิปไตยและเศรษฐกิจเป็นเสรีนิยมหรือทุนนิยม ก็มักมีหลายพรรคซึ่งสะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองในขอบข่ายหรือแถบความคิด (spectrum) ที่กว้าง เรียงมาตั้งแต่อนุรักษนิยม เสรีนิยม สังคมประชาธิปไตย แรงงาน สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ

พรรคการเมืองของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก็ตั้งชื่อตามครรลองนี้ว่าพรรค National Socialism : ซึ่งบ้านเราเคยหยิบยืมมาใช้เรียกว่าพรรค ชาติสังคม เมื่ออ่านชื่อพรรคก็เหมือนอ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์ คือพอจะสะท้อนปรัชญาอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองที่จะเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของพรรค

พรรคการเมืองควรมีแนวปฏิบัติตั้งแต่การตั้งชื่อพรรคให้ครอบคลุมและสะท้อนอุดมการณ์ปรัชญาทางการเมืองที่แต่ละพรรคยึดถือ ถ้าจะไม่แก่อุดมการณ์มากนัก จะใช้ปรัชญาสัมฤทธิคติ (pragmatism) ก็ระบุเอาไว้
ถ้าไม่ระบุอุดมการณ์ประเภทที่มีคำ ประชา เสรี สังคม แรงงาน ประชาคม ธรรมา หรือเสถียรภาพ ก็อาจจะระบุภารกิจหรือพันธกิจ เช่น กิจสังคม กิจประชาคม ฯลฯ ก็ได้ หรือคำที่มีความหมายถึงลักษณะพลวัตหรือการเปลี่ยนแปลง เช่น พัฒนา ก้าวหน้า ปฏิรูป อภิวัฒน์ หรือแสดงเอกลักษณะของกลุ่มเช่น มวลชน พลังใหม่ ความหวังใหม่ ฯลฯ

การตั้งชื่อพรรคหรือการใช้สัญลักษณ์ที่มิได้แสดงอัตลักษณ์ของพรรคหรือคณะของตนแต่เป็นสัญลักษณ์ส่วนร่วมของชาติ เช่น ธงชาติ ไม่ควรใช้ นอกจากนี้ การตั้งชื่อพรรคและใช้สัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมาย เป็นส่วนตัว การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่โลดโผนพิสดารโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย ความขบขันหรือความเสื่อมศรัทธาต่อวงการเมืองก็ดีหรือพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นแล้วแต่ไม่ตั้งใจดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจังก็ดี ควรจะมีบทบัญญัติติดอาวุธให้สถาบันผู้รักษาการตามกฎหมายใช้ดุลพินิจในการเปลี่ยนแปลง ไม่รับจดทะเบียน หรืองดจ่ายเงินอุดหนุนต่อพรรคการเมืองนั้นๆ ได้

ในประเด็นท้ายสุด ผู้เขียนใคร่ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับบทกำหนดโทษเกี่ยวกับนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคล กับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นสถาบัน เรื่องนี้ผู้เขียนกลับเห็นว่าความผิดของนักการเมืองบางคนหรือหลายคน ก็ไม่ควรจะลงโทษไปถึงพรรคการเมืองซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือสถาบัน เพราะเท่ากับเป็นการลงโทษไปถึงสมาชิกพรรคผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก สถาบันควรจะได้รับโอกาสให้ถ่ายเลือด สรรหาคณะบุคคลชุดใหม่ขึ้นมาพัฒนาสถาบันให้ยั่งยืนสถาพรอยู่เกินกว่าอายุของปัจเจกบุคคลต่อไป

ข้อมูลจากมติชนหน้า6

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย

ข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทย (2)

พรรคการเมืองแตกต่างจากกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันข้างต้นหลายด้าน เป็นต้นว่า กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มกดดันมีความสนใจหรือมุ่งรณรงค์ข้อเรียกร้องปัญหาหรือหัวข้อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เจาะจงหรือค่อนข้างแคบ (จะให้กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งตั้งเป้าหมายจะรณรงค์ไว้มากมายหลายเรื่องหลายประเด็นกระจัดกระจายย่อมไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีนัก และไม่น่าจะมีใครทำ)
ส่วนพรรคการเมืองเป็นกลไกหรือสถาบันที่อยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่ากลุ่มผลประโยชน์ ภารกิจหรืองานของพรรคการเมืองหนึ่งๆ ย่อมกว้างไกลมีขอบข่ายและเนื้อหาครอบคลุมความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดไว้ (คงไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าแถลงว่าพรรคของตนไม่สนใจ (ignore) ประโยชน์หรือปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชาวบ้าน)

ถ้าผลประโยชน์บางเรื่องขัดแย้งกัน พรรคก็จะมีจุดยืนหรือคำตอบในการเลือกฟันธงหรือประสานประโยชน์ (interest aggregation) เหล่านั้นเตรียมพร้อมไว้แล้ว รวมความว่า คุณสมบัติหลักของพรรคการเมืองทั่วไปก็คือ

(1) จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการทางการเมืองในระดับที่ดูแลประโยชน์ส่วนรวม (public interest) ของระบบการเมืองโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าความสนใจของกลุ่มผลประโยชน์ แต่ละพรรคอาจจะจัดลำดับความสำคัญของปัญหาไว้แตกต่างกัน

(2) การดำเนินการทางการเมืองของพรรคการเมืองย่อมมีจุดหมายปลายทางที่จะลงเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของปวงชนเข้าทำหน้าที่ในสถาบันทางการเมือง พรรคการเมืองย่อมมีจุดมุ่งหมายจะมีโอกาสจัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองที่มีความมุ่งหมายหรือพฤติกรรมเป็นอย่างอื่น เช่นประสงค์จะเป็นผู้ตรวจสอบ (watcher) การทำงานของระบบราชการ หรือประสงค์จะให้การศึกษาทางการเมืองแก่สาธารณชน ฯลฯ ไม่ควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นพรรคการเมือง

(3) ถึงแม้พรรคการเมืองจะเป็นสถาบันการเมืองระดับสูงในสังคม และครอบคลุมกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไว้จำนวนมาก และมีโอกาสที่จะเป็นรัฐบาลในช่วงสั้นหรือช่วงยาว แต่พรรคการเมืองก็ไม่ถึงกับอยู่ในตำแหน่งที่เป็นตัวแทน (represent) ประเทศชาติหรือสังคมทั้งมวล

(4) พรรคการเมืองที่จะมีคุณสมบัติ (eligible) เข้าดำเนินการทางการเมืองอย่างจริงจัง จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนและผ่านกระบวนการจัดตั้งตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผน เป็นสถาบันที่เป็นทางการ (formal organization) และจะมีผลให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและกรรมวิธีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ระบบพรรคการเมืองในประเทศที่มีพรรคการเมือง อาจจะจัดกลุ่มตามจำนวนพรรคการเมืองหลักที่ทำงานอยู่ในระบบการเมือง โดยจำแนกออกเป็นระบบพรรคเดี่ยว ระบบสองพรรค และระบบหลายพรรค

ระบบพรรคเดี่ยวโดยนิตินัย น่าจะพบในระบบการเมืองเผด็จการ และหาทำยายากในระบอบประชาธิปไตย เพราะระบบนี้จะกำหนดให้คู่แข่งทางการเมืองทั้งปวงเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่จะต้องกำราบปราบปราม แต่ในทางพฤตินัย บางระบบการเมืองอาจจะพรรคการเมืองบางพรรคที่ผูกขาดอำนาจไว้ต่อเนื่องยาวนาน และลดฐานะพรรคคู่แข่งลงเป็นพรรคไม้ดอกไม้ประดับตลอดกาล

ส่วนระบบสองพรรคและระบบหลายพรรคในทางนิตินัยอาจจะเหมือนกันคือมีหลายพรรค แต่โดยพฤตินัยจะมีพรรคใหญ่เพียงสองพรรคที่ต่อสู้คู่คี่กันโดยตลอด เช่น พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันของสหรัฐ ชาวบ้านหรือชาวโลกแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อพรรคอื่นๆ เล็ดลอดออกมาเลย

ถ้าตามความเป็นจริงมีพรรคที่ผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจหรือเป็นรัฐบาลผสมเกินกว่าสองพรรค ก็ถือเป็นระบบหลายพรรค

อ่านต่อตอน3

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552

ข้อคิดพรรคการเมืองไทย

ผู้เขียนได้อ่านข้อคิดว่าด้วยพรรคการเมืองไทยเขียนโดยคุณปฐม มณีโรจน์ ใน มติชน เห็นว่าได้ข้อคิดที่มีประโยชน์จึงอยากช่วยเผยแพร่อีกสื่อหนึ่ง ขอขอบคุณคุณปฐม มาณ ที่นี้

ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาค่อนศตวรรษแล้ว และมีสถาบันพรรคการเมืองก่อตั้งมากกว่า 60 ปี มีและเคยมีพรรคการเมืองมาแล้วนับไม่ถ้วนประเด็นมีอยู่ว่า ผู้คนทั้งไกลและใกล้ อยู่นอกหรือในพรรคการเมือง รู้จักและแยกแยะพรรคการเมืองออกจากสถาบันการเมืองอื่นๆ ได้ชัดเจนเพียงใด

กติกาหรือกฎหมายพรรคการเมืองที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นในอนาคต ระบุกรอบที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ชัดเจนเพียงพอหรือไม่ การรวมตัวของประชาชนสถาบันหรือกลไกทางการเมืองมีหลากหลายและต่างระดับ ต่างมีความมุ่งหมายในการดำเนินการทางการเมืองเหมือนกัน แต่จะมีวัตถุประสงค์ที่เจาะจงแตกต่างกันไป
อาจจะเรียกตัวเองเป็นกลุ่ม ชมรม สมาพันธ์ สมัชชา คณะ ฯลฯ ก็ได้ เช่น กลุ่มกดดัน หรือกลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งรวมตัวกันเข้าเพื่อเสนอหรือเรียกร้องต่อต้านหรือคัดค้าน หรือไม่ก็ผลักดันหรือสนับสนุน issues
ทางการเมืองใดๆ ซึ่งทางรัฐศาสตร์เรียกว่า interest articulation บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าการรวมตัวกันทำจะได้ผลกว่าต่างคนต่างทำ


ผลประโยชน์ที่สนับสนุนหรือคัดค้านอาจจะเป็นประโยชน์ของสมาชิกในกลุ่มผู้เรียกร้องโดยตรง เช่นกลุ่มเกษตรกร ปลูกลำใย เกษตรกรปลูกอ้อย เกษตรกรเลี้ยงโคนม ฯลฯหรืออาจจะเรียกร้องเรื่องที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน เช่น สมาคมอนุรักษ์ช้าง ชมรมต่อต้านการทารุณสัตว์ เป็นต้น

อ่านต่อตอน2

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2552

รายชื่อพรรคการเมืองไทยในระบบภาษีกรมสรรพากร

รายชื่อพรรคการเมืองของไทยที่อยู่ในระบบยื่นแบบภาษีของกรมสรรพากร

001 - พรรคประชาธิปัตย์
002 - พรรคประชากรไทย
003 - พรรคกิจสังคม
004 - พรรคมหาชน
005 - พรรคไทเป็นไท
006 - พรรคกสิกรไทย
007 - พรรคกฤษไทยมั่นคง
008 - พรรคชีวิตที่ดีกว่า
009 - พรรคสยาม
010 - พรรคเพื่อฟ้าดิน
011 - พรรคเผ่าไท
012 - พรรคทางเลือกใหม่
013 - พรรคความหวังใหม่
014 - พรรคเพื่อนเกษตรไทย
015 - พรรคสู้เพื่อไทย
016 - พรรคพลังเกษตรกร
017 - พรรคประชาราช
018 - พรรคดำรงไทย
019 - พรรคแรงงาน
020 - พรรคนิติศาสตร์ไทย
021 - พรรคพลังแผ่นดิน
022 - พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
023 - พรรครักเมืองไทย
024 - พรรคพลังแผ่นดินไท
025 - พรรคเสรีประชาไทย
026 - พรรคเอกราช
027 - พรรคชาติสามัคคี
028 - พรรคสังคมไท
029 - พรรคอยู่ดีมีสุข
030 - พรรคนำวิถี
031 - พรรคปวงประชาธรรม
032 - พรรคเสียงประชาชน
033 - พรรคสตรีเพื่อชาติ
034 - พรรคเพื่อไทย
035 - พรรครักษ์ไทย
036 - พรรคอุดมรัฐ
037 - พรรคประชาชนก้าวหน้า
038 - พรรคไทยภูพาน
039 - พรรคสหธรรม
040 - พรรคไทยร่ำรวย
041 - พรรคเพื่อแผ่นดิน
042 - พรรคอธิปไตย
043 - พรรคสยามก้าวหน้า
044 - พรรคประชาชาติไทย
045 - พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
046 - พรรคศิลปิน
047 - พรรคศรีสยาม
048 - พรรคพัฒนาประชาธิปไตย
049 - พรรคสันติภาพชาวไทย
050 - พรรคสยามสันติ
051 - พรรคคุณธรรม
052 - พรรคสังคมธิปไตย
053 - พรรคแทนคุณแผ่นดิน
054 - พรรคสาธารณชน
055 - พรรคชาติไทยพัฒนา
056 - พรรคอนาคตไทย
057 - พรรคเทียนแห่งธรรม
058 - พรรคอนุรักษ์นิยม
059 - พรรคธรรมาภิบาลสังคม
060 - พรรคสุวรรณภูมิ
061 - พรรคพลังไทย
062 - พรรคราษฎร
063 - พรรคภูมิใจไทย
064 - พรรคเพื่อประชาชน
065 - พรรคพอเพียง
066 - พรรคต้นตระกูลไทย