วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2552

นโยบายรัฐบาล


คำแถลงนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา
วันจันทร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑

๑. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
๒. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
๓. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
๔. นโยบายเศรษฐกิจ
๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
๖. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม
๗. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
๘. นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ภาคผนวก ตารางแสดงความสอดคล้องระหว่างนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินของ
คณะรัฐมนตรีกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ข้อมูลจากเว็ปพรรคประชาธิปัตย์

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคการเมืองที่ถูกยุบ

การเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ของกรรมการพรรคการเมือง

โดย สุทธิ นิชโรจน์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวงนนทบุรี

บทความนี้เป็นความเห็นเฉพาะตัวของผู้เขียนไม่ผูกพันผู้ใดต้องเห็นตามด้วย

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยกลางเวลา 13.30 นาฬิกา จนจบคำวินิจฉัยกลางเวลาประมาณ 24.50 นาฬิกา

คำวินิจฉัยกลางนี้ถือว่ามีความยาวที่สุดในโลกก็ว่าได้มีความละเอียดมาก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ผู้ร้องได้กล่าวหาและตามข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาทั้งห้าพรรคการเมืองตามลำดับขั้นตอนแห่งข้อกล่าวหาและข้อต่อสู้ของแต่ละพรรคการเมืองชี้ประเด็นให้เห็นถึงการกระทำต่างๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของพรรคการเมืองทั้งห้าพรรคสมเหตุผล หาข้อตำหนิในคำวินิจฉัยกลางไม่ได้เลย

ประชาชนชาวไทยไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และชาวต่างประเทศซึ่งได้รับฟังคำวินิจฉัยกลางของตุลาการรัฐธรรมนูญทางโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง ตลอดจนมีหนังสือพิมพ์บางฉบับได้ลงคำวินิจฉัยกลางเอาไว้คงจะทราบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเรื่องยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมือง 4 พรรคการเมือง และไม่ได้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ยกคำร้องของผู้ร้องเป็นอย่างดี

ต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมืองตามหัวข้อ

ปัญหาแรกการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นโทษหรือไม่ข้อนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 บัญญัติว่า โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้

1.ประหารชีวิต

2.จำคุก

3.กักขัง

4.ปรับ

5.ริบทรัพย์สิน

นอกจากโทษดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายฉบับใดบัญญัติไว้ว่า การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นโทษทางอาญา

ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มาตรา 27 วรรค 3 ที่บัญญัติความสรุปว่า เมื่อมีการยุบพรรคการเมืองใด ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ถูกยุบมีกำหนดเวลา 5 ปี พฤติการณ์ของพรรคการเมือง 4 พรรค คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงเหตุต้องยุบพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรค และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรคเป็นเวลา 5 ปี ไว้อย่างละเอียดไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

เมื่อการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามคำวินิจฉัยกลางของตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่โทษทางอาญาความมาตรา 18 จะถือว่าเป็นความผิดอะไร

ผู้เขียนเห็นว่ามีลักษณะเป็น "การทำโทษทางการเมือง" หากเพียงแค่ยุบพรรคการเมืองอย่างเดียวกรรมการพรรคการเมืองยังอยู่อย่างเดิมย่อมไม่เกิดผลอะไรเลย

พรรคการเมืองที่ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคดังกล่าวสามารถไปจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ได้อาจจะใช้ชื่อเดิม กรรมการพรรคชุดเดิม หรือใช้ชื่อเดิมไม่ได้ ก็ใช้ชื่อใหม่เพราะกรรมการพรรคยังอยู่

สําหรับการยุบพรรคการเมืองขณะนี้ กกต.ยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าพรรคการเมืองที่ถูกยุบแล้วจะใช้ชื่อเดิมได้แต่อีกฝ่ายเห็นว่าใช้ชื่อเดิมไม่ได้สับสนกันไปหมด

นอกจากนี้พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลจะไปเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแก่ตัวพรรคการเมืองได้อย่างไร จะต้องทำโทษกรรมการของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนของพรรคการเมือง แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของกรรมการพรรคการเมืองบางคนแต่เห็นได้ว่าเพื่อเป็นประโยชน์แก่พรรคการเมืองนั้น บรรดากรรมการพรรคการเมืองที่ถูกยุบต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด

ฉะนั้นเมื่อการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมือง 4 พรรค เป็นการทำโทษมิใช่ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 18 ที่กล่าวมา รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มาตรา 27 วรรค 3 ก็ไม่มีผลย้อนหลังตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "บุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะทำการนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย"

ถ้ามีกรณีที่ คมช.ได้ยกเลิกมาตรา 27 ทั้งหมดหรือรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.ได้ยกเลิกไป โดยใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่ การเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของพรรค 4 พรรคก็ยังถูกเพิกถอนจนครบกำหนด 5 ปี นับแต่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

มิได้เป็นดังที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติภายหลังการกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไปให้ผู้ที่ได้กระทำความผิดนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ถ้าได้มีพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ-แล้วก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้โทษนั้นสิ้นสุดลง"

ยิ่งกว่านั้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน เห็นว่า การอภัยโทษหรือขอนิรโทษกรรมนั้น ศาลต้องลงโทษจำคุกผู้นั้นแล้วจึงขอพระราชทานอภัยโทษหรือขอนิรโทษกรรมอันมีผลต่างกันโดยการอภัยโทษทำเป็นพระราชกฤษฎีกา ส่วนนิรโทษกรรมต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ เพราะมีผลให้พ้นจากการกระทำความผิดและถือไม่เคยถูกจำคุกมาก่อน

เคยมีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้มีชื่อท่านหนึ่งถูกจำคุกในข้อหาหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี ผู้มีชื่อท่านนั้นถูกจำคุกประมาณ 3 เดือนจึงได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้ผู้มีชื่อท่านนั้น

จึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดจะต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาของศาลแล้ว

ส่วน 4 พรรคการเมืองจะดำเนินการอย่างไรจะตีความการเพิกถอนสิทธิการเมืองเป็นประการใด รัฐบาล คมช.และสภานิติบัญญัติจะเห็นอย่างไรเป็นเรื่องความเห็นส่วนตัวมีสิทธิแสดงความเห็นได้ทั้งในทางลบและในทางบวกเกี่ยวกับการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกลางในเรื่องการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการพรรคการเมือง 4 พรรคที่ถูกยุบ

สุดท้ายนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับ อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล ว่าควรบัญญัติการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการพรรคการเมืองที่ถูกยุบไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังร่างอยู่จะหมดปัญหาไป



ข้อมูลจากมติชน วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10686

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคการเมืองคืออะไร

พรรคการเมือง คืออะไร

พรรคการเมือง คือ องค์กรทางการเมืองที่รวมบุคคลที่มีอุดมการณ์เดียวกัน และมีเป้าหมายเพื่อได้อำนาจทางการเมืองในรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมือง ส่วนมากจะเป็นผลรวมของความต้องการภายในพรรค ซึ่งเมื่อพิจารณาสมาชิกพรรคแต่ละคนแล้ว อาจจะมีความแตกต่างกันอย่างมากก็ได้ในระบอบรัฐสภา พรรคการเมืองส่วนใหญ่จะมีผู้นำ หรือหัวหน้าพรรค ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถ้าพรรคการเมืองนั้นได้รับเสียงข้างมาก จะรับหน้าที่เป็นผู้นำรัฐบาล และตามธรรมเนียมปฏิบัติ หัวหน้าพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากก็มักจะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคนำวิถี


พรรคนำวิถี

มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ 391 ม.1 ถ. บอนด์สตีท เมืองทองธานี ต. บางพูด อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี 11120 โทรศัพท์ : 0-2984-1418

ข้อมูลทั่วไป

พรรคมีชื่อภาษาอังกฤษ คือ The Num Vidhi Party จัดตั้งวันที่ 10 กันยายน 2550
จำนวนกรรมการบริหารพรรค มี 16 คน
คณะกรรมการบริหารพรรคข้อมูลตามเอกสารเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550

พล.ท. อัครชัย จันทรโตะ หัวหน้าพรรค นายภัทรมงคล อภิรัฐพงษ์ เลขาธิการพรรค นายสุกิจ วัฒนสุข รองหัวหน้าพรรค นายอุทัย นามวงศ์ รองหัวหน้าพรรค นายธนยศ รุ่งเรืองชูเชิด รองหัวหน้าพรรค นายณพล ชัยธานี รองหัวหน้าพรรค

นโยบายพรรค
ส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรทฤษฏีใหม่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาได้รับเงินเรียนจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผลักดันให้มีการขุดคลองคอคอดกระ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศ จะมุ่งมั่นเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และในแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ผลักดันให้ยกระดับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบลทั่วประเทศ

พรรคการเมืองในปัจจุบัน

พรรคการเมืองในอดีต หรือพรรคการเมืองที่ไม่มีบทบาทแล้ว

พรรคไทยรักไทย
พรรคกิจสังคม

พรรคเสรีมนังคศิลา
พรรคพลังธรรม
พรรคชาติพัฒนา
พรรคเสรีธรรม
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


พรรคการเมืองที่ไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้ง

พรรคศิลปิน


พรรคการเมืองที่ยังไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้ง

พรรคแนวร่วมภาคประชาชน
พรรคถวายจริง

พรรคการเมืองในปัจจุบันเรียงลำดับตามหมายเลขประจำพรรค
(สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2550)

พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์
พรรคพลังเกษตรกร พรรครักเมืองไทย
พรรคแรงงาน พรรคเกษตรกรไทย พรรคประชาราช
พรรคนิติศาสตร์ไทย พรรคพัฒนาประชาธิปไตย
พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคดำรงไทย
พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติสามัคคี
พรรคความหวังใหม่ พรรคประชากรไทย
พรรคประชามติ พรรคไทเป็นไท พรรคพลังแผ่นดินไท
พรรคมหาชน พรรคคุณธรรม พรรคราษฏรรักไทย
พรรคกฤษไทยมั่นคง พรรคอยู่ดีมีสุข
พรรคไทยร่ำรวย พรรคเอกราช พรรคพลังแผ่นดิน
พรรคสังคมธิปไตย พรรคนำวิถี



วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

(อังกฤษ: Communist Party of Thailand - CPT) เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยแม้ตามกฎหมายแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์ฯ จะยังไม่ใช่พรรคการเมือง เนื่องจากไม่เคยจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้วต้องถือว่าเป็นพรรคการเมืองจริง และมีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจนมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง คือดำเนินแนวทางตาม ลัทธิมาร์กซ์, ลัทธิเลนิน และความคิดเหมาเจ๋อตง. นอกจากนั้น ในอดีต ก็ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทย ที่สังกัด พคท. อีกด้วย ได้แก่ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ในปัจจุบัน ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศยุบพรรค แต่ก็มิได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด. ช่วงปี พ.ศ. 2547 ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป มีกระแสข่าวจากหลายสื่อ[ต้องการแหล่งอ้างอิง]ว่า ทางพรรคอาจจะมีการจัดการประชุมสมัชชาพคท.อีกครั้ง (เป็นการประชุมครั้งที่ 5) แต่จนถึงบัดนี้ (มีนาคม พ.ศ. 2548) ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เป็นรูปธรรม

ประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

เดิมเรียก พรรคคอมมิวนิสต์สยาม เริ่มก่อตั้งโดยสหายโฮจิมินห์ ชาวเวียดนาม ใช้นามแฝงว่า สหายซุง โดยประชุมครั้งแรกแบบลับๆ ที่ โรงแรมตุ้นกี่ หน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อ 20 เมษายน พ.ศ. 2473 โดยแต่งตั้งหลี หรือ โงจิ๊งก๊วก เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก และมีตัวแทนสองคนคือ ตัง หรือ เจิ่นวันเจิ๋น และ เหล่าโหงว หรือ อู่จื้อจือ [1] จนก่อตั้งเป็นรูปร่างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 หลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 57 คน

วันเสียงปืนแตกวันเสียงปืนแตก คือวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยใช้อาวุธโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก กองกำลังของพรรคได้เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) เหตุเกิดที่ บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ทั้งนี้ได้ประกาศยุทธศาสตร์"ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง" หลังจากวันเสียงปืนแตก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ต่อสู้ด้วยอาวุธกับกองกำลังของรัฐบาลไทยมาตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. 2525 มีการเจรจากับรัฐบาลไทย เลิกต่อสู้กันด้วยอาวุธ ให้มาต่อสู้กันทางรัฐสภาแทน

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคพลังใหม่

พรรคพลังใหม่

นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ดำรงตำแน่งหัวหน้าพรรค ส่งผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฤดูการเลือกตั้ง 26 มกราคม 2518 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี พ.ศ.2517 ซึ่งบังคับให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง มีสมาชิกพรรคพลังใหม่ได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 12 คน ในการเลือกตั้งครั้งนั้นมีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครถึง 42 พรรค ได้รับเลือกตั้งเพียง 22 พรรคฯ ซึ่งได้ สส.กระจายกันออกไป

หลังเลือกตั้ง 26 มกราคม 2518 พรรคประชาธิปัตย์ มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ สส. มา 19 คน สามารถรวบรวมพรรคต่าง ๆ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ และได้เป็นนายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคศิลปิน


พรรคศิลปิน

พรรคศิลปิน เป็นพรรคการเมืองของไทยที่ก่อตั้งขึ้น โดยนายวสันต์ สิทธิเขตต์ และกลุ่มศิลปินไทยส่วนหนึ่ง จำนวน 17 คน ได้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2550

พรรคศิลปินมีหัวหน้าพรรคคือ นายวสันต์ สิทธิ์เขตต์ มีนายจุมพล อภิสุข จากวงคนด่านเกวียน เป็นเลขาธิการพรรค และนางนิตยา บุญประสิทธิ จากวงกรรมาชน เป็นโฆษกพรรค และมีกรรมการพรรคประกอบด้วยศิลปินในแขนงต่าง ๆ เช่น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ, สุรชัย จันทิมาธร มงคล อุทก พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ นักดนตรีเพลงเพื่อชีวิต, ไชยันต์ ไชยพร กนกศักดิ์ แก้วเทพ อาจารย์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม นายวสันต์ สิทธิเขตต์ กล่าวว่าการมีโครงสร้างหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เพียงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมือง

พรรคศิลปินมีสัญลักษณ์เป็นรูปนกพิราบสีขาว หมายถึง เสรีภาพ มีคำขวัญว่า หัวใจคือไม่ปกครอง ไม่ปรารถนาผู้นำและผู้ตาม ทุกคนตื่นรู้ตน มีสติปัญญา มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ทุกคนดูแลตนเอง ชุมชน และสังคม เคารพซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการแบ่งปัน เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของสังคม และจะไม่ร่วมมือกับนักการเมืองหน้าเก่า แต่จะร่วมมือกับพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือก และยังมีนโยบายเพื่อสิทธิ์ของบุคคลเพศที่สาม พรรคศิลปินไม่ได้มุ่งหวังที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

แนวคิดพรรคศิลปิน มีที่มาเริ่มแรกจากการนำเสนอศิลปะสื่อผสม ของวสันต์ สิทธิเขตต์ ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2548 มีการทำโปสเตอร์วิพากษ์วิจารณ์ นโยบายหาเสียงแนวประชานิยมของนักการเมืองพรรคไทยรักไทย และได้รับการสนับสนุนจากศิลปินบางส่วน เช่น ถวัลย์ ดัชนี เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ประเทือง เอมเจริญ ช่วง มูลพินิจ อังคาร กัลยาณพงศ์
ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมไทย

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรครักเมืองไทย


พรรครักเมืองไทย

เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย สำนักงานใหญ่อยู่ที่บ้านสันทางหลวง ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน จ.เชียงราย เดิมย้ายมาจาก จ.ขอนแก่น ตราสัญลักษณ์พรรครักเมืองไทย ประกอบด้วย แผนที่ประเทศไทยแทนถึง ความเป็นเอกราชของชาติไทย และ สีเหลืองวงกลม หมายถึง หลักคุณธรรมของศาสนาเพื่อเป็นเกาะคุ้มครองป้องกันคนไทยทั้งชาติไม่ให้เกิดอันตรายทั้งปวง

นโยบายพรรครักเมืองไทย

ด้านเศรษฐกิจ
ทบทวนและพัฒนาแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ตรงกับสภาพความเป็นจริง โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและแข่งขันเสรีที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยและประเทศชาติ
ให้การสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานของผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ภายในประเทศเพื่อการส่งออกที่มีคุณภาพ
ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด ระมัดระวัง และรอบคอบที่สุดเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

ด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภค

สนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการด้านสาธารณสุขและสาธารณูปโภคอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
เพิ่มมาตรการควบคุมการโฆษณาสินค้าบางประเภทที่ให้โทษต่อสุขภาพและร่างกายของประชาชน
สนับสนุนให้อนามัย ตำบล และโรงพยาบาลทุกจังหวัดให้มีการบริการที่ดีและทั่วถึงเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ด้านการศึกษา
ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนรักในการเรียนและการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลา
ส่งเสริมและให้การสนับสนุนแก่เด็กและเยาวชนที่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่มีฐานะยากจนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสามารถเข้าเรียนได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียนทุกระดับการศึกษา
ออกมาตรการให้ครูและอาจารย์ต้องมีการพัฒนาในการสอนให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของชาติ

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคไทยรวมไทย

พรรคไทยรวมไทย

เดิมชื่อ พรรครักษ์แผ่นดินไทย เป็นพรรคการเมืองไทย หัวหน้าพรรคคือ นายสุรทิน พิจารณ์ เคยส่งผู้สมัครในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย เมษายน พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้รับเลือก ต่อมาในเดือนตุลาคม 2549 นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นเรื่องให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค พร้อมกับพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า และพรรคธัมมาธิปไตย เนื่องจากไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ในเดือนกรกฎาคม 2550 พรรครักษ์แผ่นดินไทย ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคไทยรวมไทย โดยมีหัวหน้าพรรคคือ นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม พรรคนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณายุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ยื่นรายงานประจำปีต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองตามกฎหมาย

เดิมสมาชิกกลุ่มไทยรักไทย (พรรคไทยรักไทย เดิม) จะไปขอจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ ใช้ชื่อว่า พรรคไทยรวมไทย โดยใช้อักษรย่อ ทรท. เช่นเดียวกับพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกคณะทำงานบริหารจัดการกลุ่มไทยรักไทย กล่าวถึงข่าว กลุ่มไทยรักไทย เตรียมจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ ในชื่อพรรคไทยรวมไทย แล้วให้ นายบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตประธานกรรมการบริหารเครือชินคอร์ปเป็นหัวหน้าพรรค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็น เลขาธิการพรรค ว่า เป็นการคาดเดา หากกลุ่มไทยรักไทยตั้งพรรค คงมี ผู้สนใจเพราะถือเป็นเวทีเปิด ซึ่งในส่วนของตัวบุคคล ทั้งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค จะขอไปจัดกันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจดทะเบียนตั้งพรรคแล้วเสร็จร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า การจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ อาจจะไม่ใช้ชื่อไทยรักไทยตามเดิม เนื่องจากติดขัดที่คณะกรรมการ-การเลือกตั้ง ยังไม่อนุญาต รวมทั้งยังมีการเตรียมออกกฎหมายห้ามใช้ชื่อพรรคเดิม ซึ่งกลุ่มไทยรักไทย จะไม่ดึงดันแต่จะขอตั้งพรรคให้ได้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน แต่ในที่สุดพรรคไม่สามารถกระทำได้ เพราะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 3 วาระรวด สาระสำคัญ ของร่าง พรบ.ดังกล่าว คือ การเพิ่มหลักเกณฑ์ในการขอตั้งพรรคการเมือง ที่ห้ามมิให้ใช้ชื่อพรรคการเมือง ภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองซ้ำหรือพ้องหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อหรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบตามมาตรา66ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นกำหนด 5 ปีไปแล้วนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองดังกล่าว

พรรคไทเป็นไท


พรรคไทเป็นไท

"พรรคไทเป็นไท" เป็นพรรคเก่าได้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี เดิมชื่อ “พรรคเกษตรมหาชน” ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคจากนายทะเบียนพรรคการเมืองวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2541 ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคและข้อบังคับพรรคเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2546 เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคคนขอปลดหนี้” และเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2549 เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคไทเป็นไท” ปัจจุบันมี นายชูชาติ ประธานธรรม (ชื่อเดิม คือนายกุศล หมีเทศ) ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ซึ่งพรรคฯ ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
ปัจจุบันสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 81/9-10 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายวิทยา ผลคำ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการพรรค เป็นผู้ควบคุมดูแลและรับผิดชอบ
เป้าหมายหลักของพรรค 3 ประการ
ประการที่ 1 การขจัดความยากจนของคนในชาติ ลดช่องว่างของคนในสังคม
ประการที่ 2 การขจัดคนโกง ยาเสพติด และผู้มีอิทธิพล
ประการที่ 3 เร่งสร้างคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม การมีวินัย มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีน้ำใจ รู้ให้อภัยของคนในชาติ ด้วยความหมายของวงรี 3 วง และสีที่ล้อมรอบประเทศไทย หมายถึง ชาติไทยเป็นเอกราชเป็นไท ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์และน่าอยู่ วงรีสีฟ้ารอบนอก หมายถึง ความเป็นอิสรเสรี ไพร่ฟ้าหน้าใสมีสิทธิเสรีภาพเสมอภาคกัน ตามกฎหมาย วงรีสีเขียวอ่อนรอบนอก หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร น้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด วงรีสีเหลืองรอบนอก หมายถึง การปกครองโดยธรรมคุ้มครองป้องกันชาวไทยให้อยู่เย็นเป็นสุข สงบร่มเย็น หมายถึง ประเทศไทย ประกอบด้วยคนไทยร้อยจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันในสถาบันพระมหากษัตริย์ และ มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมัน และทรัพยากรธรรมชาติ มีสถาบันพุทธศาสนา พระสงฆ์ คงอยู่คู่ความเป็นไท คนไทย ชาติไทย ตลอดไป บ่งบอกความเป็นไท ความเป็นอิสระ ความอุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื่น ร่มเย็นสงบสุข การมีแนวคิดการปกครองแผ่นดินโดยยึดศีล 5 และธรรม 5 ประการ หลักคุณธรรม จริยธรรม และเมตตาธรรมรู้จักการให้อภัยซึ่งกันและกัน รู้จักลดละความโลภ โกรธ หลง ซึ่งกัน และกัน รู้จักลดละความโลภ โกรธหลง และคนไทยส่วนใหญ่นับถือคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา มีความสามัคคีเกิดความร่มเย็น ชุ่มชื่น อุดมสมบูรณ์
ข้อมูลจากเว็ปไซต์ไทเป็นไท

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคเทียนแห่งธรรม

รายชื่อพรรคการเมืองไทย

พรรคเทียนแห่งธรรม

หัวหน้าพรรค นายธนากร วีรกุลเดชทวี เลขาธิการพรรค นางจันทิมา วีรกุลเดชทวี ก่อตั้ง 28 เมษายน พ.ศ. 2551 นโยบายพรรค เทียนแห่งธรรม : ปัญญานำพาแผ่นดิน สีของพรรคคือ สีเหลือง

พรรคเทียนแห่งธรรม (อักษรย่อ: ท.ห.ธ. อังกฤษ: Tien Haeng Dhama Party - T.H.D.)
โดยก่อนหน้านี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่ามูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินจะพัฒนาไปเป็น "พรรคเทียนแห่งธรรม" ซึ่งภายในกลุ่มผู้จัดการได้มีแนวคิดการตั้งพรรคการเมืองกันมานานแล้ว โดยดูเหมือนเป็นการพูดเล่น แต่กลับมีการเสนอชื่อพรรค, สัญลักษณ์พรรค, คำขวัญพรรค, และนโยบายพรรคอย่างเป็นการเป็นงาน

"เคยได้ยินว่า ถ้าจะตั้งพรรค จะให้ใช้ชื่อว่าพรรคเทียนแห่งธรรม ซึ่งเมื่อประเมินการต่อสู้ของพันธมิตรก็เห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตั้งพรรคขึ้นมาเอง เพื่อผลักดันอุดมการณ์การเมืองใหม่ให้ปฏิบัติจริงให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเป็นการยืมจมูกพรรคการเมืองในสภาหายใจ ซึ่งมันวางใจไม่ได้ ต้องลงมือทำเอง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมาก เพราะฐานเสียงของพันธมิตรใกล้เคียงกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในที่สุดจะตัดคะแนนกันเอง" แหล่งข่าวกล่าว ฐานเสียงที่เป็นฐานของพันธมิตรจริงๆ มีไม่กี่จังหวัด อย่างในภาคตะวันออกอยู่ที่ จ.ชลบุรี แต่ก็มีข้อน่ากังวลไม่น้อย ถ้าสมมติว่าพันธมิตรลงเลือกตั้งแล้วได้เสียงน้อย ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ก็จะทำให้พันธมิตรหมดเวทีที่จะต่อสู้กับรัฐบาล และอาจจะกลายเป็นจุดจบของพันธมิตรทันทีถ้าได้เสียงน้อยในสภา

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

(The Farmer Network of Thailand Party) ตัวย่อ : พนท. เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย จดทะเบียนก่อตั้งพรรคเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เป็นพรรคที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเปลี่ยนสถานะจากเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่เข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ด้วย โดยมีเจตนารมย์จะเป็นพรรคการเมืองภาคประชาชน มุ่งเน้นนโยบายไปที่เกษตรกรและชั้นชนใช้แรงงานในสังคม

ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย ได้สร้างความฮือฮาเมื่อนำกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากไปในเช้าวันรับสมัคร ส.ส. แบบสัดส่วนที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพราะเป็นพรรคที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก จึงไม่ได้รับเลือกตั้งมาเลยแม้แต่ที่นั่งเดียว

หัวหน้าพรรคคือ นายประเดิม ดำรงเจริญ สำนักงานใหญ่ เลขที่ 1058/111-112 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทรศัพท์ 0-227-20951-3


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคเสรีมนังคศิลา


พรรคเสรีมนังคศิลา คือ พรรคการเมืองในอดีตของประเทศไทย
จดทะเบียนเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2498 หลังจากมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พุทธศักราช 2498 ออกมาใช้ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่เปิดให้จดทะเบียนพรรคการเมืองได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย
มีหัวหน้าพรรค คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เลขาธิการพรรคคือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ มีรองหัวหน้าพรรคได้แก่ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์, พลตรีประภาส จารุเสถียร เป็นต้น มีที่ทำการพรรคอยู่ที่บ้านมนังคศิลา อันเป็นที่มาของชื่อพรรค

พรรคเสรีมนังคศิลา เอาชนะการเลือกตั้งได้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ได้ชื่อว่าสกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะมีการใช้กลโกงต่าง ๆ สารพัด ผลการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร พรรคเสรีมนังคศิลาได้รับเลือกตั้งมาทั้งหมด 6 คน และผลรวมทั้งประเทศได้ 83 คน จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 160 คน แต่ผลการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับได้จากประชาชน วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปได้เดิน
ขบวนประท้วงการเลือกตั้งไปยังทำเนียบรัฐบาล มีการลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยการเลือกตั้ง เหตุการณ์บานปลายต่อเนื่องจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารของพล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลุ่มทหารของจอมพล ป. และกลุ่มตำรวจของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จนกลายเป็นการรัฐประหารในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 และรัฐประหารซ้ำอีกครั้งในปี พ.ศ. 2501 ซึ่งประกาศของคณะรัฐประหารในครั้งนี้ ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด รวมทั้งพรรคการเมืองด้วย บทบาทของพรรคเสรีมนังคศิลา ก็ยุติลงแต่เพียงเท่านี้

พรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ

พรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ

เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย เกิดขึ้นหลังการสลายตัวของขบวนการเสรีไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ในขบวนการเสรีไทยและบุคคลในคณะราษฎร พ.ศ. 2475 ที่สนับสนุน นายปรีดี พนมยงค์ อาทิ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, นายสงวน จูฑะเตมีย์, นายทองเปลว ชลภูมิ, นายดิเรก ชัยนาม, หม่อมหลวงกรี เดชาติวงศ์, พันเอกช่วง เชวงศักดิ์สงคราม เป็นต้น โดยมี พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และ นายทองเปลว ชลภูมิ เป็นเลขาธิการพรรค

พรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญเคยชนะการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2489 ได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล โดยมี พล.ร.ต.ถวัลย์ หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญถูกยุบพรรคหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2494 ตามคำสั่งของ คณะรัฐประหารที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2492 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และนำรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2475 กลับมาใช้อีกครั้ง

พรรคพัฒนาชาติไทย

พรรคพัฒนาชาติไทย

(อังกฤษ: Pattana Chartthai Party, อักษรย่อ พ.ช.ท. - P.C.T.) จัดตั้งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2546 นายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ เป็นหัวหน้าพรรค นายประพัฒน์ เพชรทอง เป็นเลขาธิการพรรค สมาชิกพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 มีจำนวน 7,568 คน

ถูกยุบพรรคจากคดียุบพรรค ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคพัฒนาชาติไทยมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด โดยนายบุญทวีศักดิ์ อมรสินธุ์ หัวหน้าพรรค ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิกพรรคและการรับเงินจากพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย การกระทำของนายบุญทวีศักดิ์เป็นการกระทำและมีผลผูกพันพรรคพัฒนาชาติไทย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคพัฒนา
ชาติไทย 19 คน มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง

พรรคมัชฌิมาธิปไตย

รายชื่อพรรคการเมืองไทย
พรรคมัชฌิมาธิปไตย (Neutral Democratic Party)

เดิมชื่อ พรรคมัชฌิมา เป็นพรรคการเมือง ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มมัชฌิมา ซึ่งนำโดยนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (ภรรยานายสมศักดิ์ เทพสุทิน) และกลุ่มนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาราช มีนโยบายรวม 42 ข้อ โดยนโยบายหลักๆ ได้แก่ ขุดบ่อน้ำทั้งประเทศ 9 ล้านบ่อ, ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสาย เหลือเพียง 15 บาทเป็นระยะเวลา 10 ปี, ประกันราคาพืชผลทางการเกษตรในราคาที่สูง, เรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี เป็นต้น

ในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติให้นายประชัยพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เนื่องจากวินิจฉัยว่า การยื่นใบลาออกของนายประชัย ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2550 มีผลโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้อาจเป็นแผนของพรรคนี้ ที่จะหลอกใช้เงินของนายประชัยเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง และเขี่ยนายประชัยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์แล้ว การใช้เงินซื้อเสียงนี้เองเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 หลังจากก่อตั้งพรรคมาได้ไม่นาน

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ที่ประชุมของพรรคได้มีมติให้ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นหัวหน้าคนใหม่ รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค โดยมีทั้งหมด 14 คน แต่ยังคงนโยบายเดิม รวมทั้งเปลี่ยนที่ทำการพรรคใหม่ เป็นเลขที่ 131 ถนนขาว แขวงวชิระ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ต่อมาในวันที่ 11 เมษายน ปีเดียวกันนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณากรณี พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ลงมติ 4 ต่อ 1 เห็นชอบตามที่นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เสนอให้ส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลรัฐรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมติเสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นาย สมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายกิจการสอบสวนสอบสวน


พรรคชาติสามัคคี

พรรคชาติสามัคคี

ข้อมูลพรรค

พรรคชาติสามัคคี ชื่อย่อ พรรคชาติสามัคคี (ช.ส.ม.) วันที่จดทะเบียน 18 กรกฎาคม 2549 หัวหน้าพรรค นายนพดล ไชยฤทธิเดช เลขาธิการพรรค นายยงยุทธ อุตทาพงษ์ จำนวนสมาชิก 19 คน


“พรรคชาติสามัคคี” ยึดแนวทางของสิทธิประชาธิปไตยสากลที่ประกอบด้วย ทฤษฏีรัฐศาสตร์ และทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ โดยนำหลักการปกครองของทฤษฏีปรัชญาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ เช่น หลักอธิปไตยเป็นของปวงชนทุกชนชั้น หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หลักกฎหมาย หลักการปกครอง จากการเลือกตั้ง ฯลฯ รวมทั้งความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียน ตลอดจนสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยและสังคมโลก เพื่อแก้ปัญหา ชี้ขาด และปัญหาอื่นๆ ของชาติให้ลุล่วงไป

นโยบายพรรคชาติสามัคคี

ด้านเศรษฐกิจ
สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรประชาธิปไตยทั้งหลายของประชาชน โดยคำนึงถึงสิทธิและผลประโยชน์ของกลุ่มชนนั้นๆ อันจะพึงมีตลอดจนส่งเสริมการแสดงประชามติที่ถูกต้องและเป็นประชาธิปไตย
ทบทวนและแก้ไขแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนพัฒนาแห่งชาติให้ตรงกับสภาพความ
กำหนดมาตรการและวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการผูกขาดของวิสาหกิจต่างๆ โดยเฉพาะวิสาหกิจใหญ่ๆ ที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาติ เช่น อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การค้าต่างประเทศ การธนาคาร การขนส่งทั้งภายในและภายนอกประเทศ ปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง กำหนดพื้นที่ทางการเกษตร อุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยให้แน่นอนทั่วประเทศ

ด้านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
ประกันการผลิตและราคาผลิตผลของเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม
ปลดเปลื้องภาระหนี้สินของเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ให้ทุเลาเบาบางลงจนหมดสิ้นไป ด้วยวิธีการและขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสถาบันเกษตรให้มีประสิทธิภาพ และมีบทบาทเข้มแข็งขึ้นทั้งด้านการผลิต และการจำหน่าย ตลอดจนการบริหารงานองค์กร

ด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม
แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ประกาศและคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับแรงงาน และสาขาอาชีพต่างๆ ให้ถูกต้องและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ขยายการจ้างงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้มากขึ้นและขจัดการกีดกันเข้าทำงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการขูดรีดแรงงานให้หมดสิ้นไป ปรับปรุงอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำให้เหมาะสมกับมาตรฐานการครองชีพและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของชาติ เพิ่มความมั่นคงในการทำงานและหลักประกันในการทำงานแก่ผู้ใช้แรงงาน

พรรคสหประชาไทย



พรรคสหประชาไทย




พรรคการเมืองในอดีตของประเทศไทยที่เคยเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และเป็นพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก่อตั้งหลังจากมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พุทธศักราช 2511 ออกมาใช้ มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค มีรองหัวหน้าพรรค 3 คน คือ

จอมพลประภาส จารุเสถียร พลตำรวจเอกประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ และนายพจน์ สารสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ เป็นเลขาธิการพรรค


ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2512 พรรคสหประชาไทย ได้รับเลือกตั้งด้วยจำนวนเสียงมากที่สุด คือ 75 เสียง ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำต้องหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม โดยมีข้อต่อรองเรื่องผลประโยชน์เป็นการตอบแทน พรรคสหประชาไทยจึงได้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2512 โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลก็มีปัญหาวุ่นวายตามมาไม่สิ้นสุด อันเนื่องจากการต่อรองขอผลประโยชน์ของสมาชิกพรรคเอง


เรื่องราวความวุ่นวายไม่จบ ซ้ำยังบานปลาย จนกระทั่งในที่สุด จอมพลถนอม กิตติขจร จึงตัดสินใจทำการรัฐประหารตัวเอง ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ยึดอำนาจตัวเองเหมือนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เคยกระทำในปี พ.ศ. 2494 พร้อมทั้งประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ, วุฒิสภา, สภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี, ยกเลิกพรรคการเมืองและประกาศห้ามมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป บทบาทของพรรคสหประชาไทยจึงได้ยุติแต่เพียงเท่านี้

พรรคสหชีพ

พรรคสหชีพ

พรรคการเมืองในประเทศไทยในอดีต มีแนวทางการก่อตั้งพรรคและอุดมการณ์คล้ายคลึงกับพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งสองพรรคนี้มิได้ดำเนินการเกี่ยวข้องกัน สมาชิกและผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยสายอีสาน ที่ให้การสนับสนุน นายปรีดี พนมยงค์ เช่น นายเตียง ศิริขันธ์, นายจำลอง ดาวเรือง, นายถวิล อุดล, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และกลุ่มอื่น เช่น นายจรูญ สืบแสง, นายสงวน ตุลารักษ์, นายเดือน บุนนาค เป็นต้น โดยมี นายเดือน บุนนาค เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคสหชีพ เป็นพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งในเดิอนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2489 กับพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญ ภายหลังเหตุการณ์กบฏวังหลวง ในปี พ.ศ. 2492 สมาชิกพรรคสหชีพหลายคนถูกกำจัด เช่น นายจำลอง ดาวเรือง , นายถวิล อุดล และนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ถูกสังหารอย่างมีปริศนาที่ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่ 13 ยามดึก ต่อมาไม่นาน นายเตียง ศิริขันธ์ ก็ถูกกำจัด

พรรคสหชีพถูกยุบพรรคหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2494 ตามคำสั่งของคณะรัฐประหารที่ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2492 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และนำรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2475 กลับมาใช้อีกครั้ง

พรรคชาติสังคม

พรรคชาติสังคม
ก่อตั้งขึ้นมาหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2500 มี
พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าพรรค

รองหัวหน้าพรรค ได้แก่ พลโทถนอม กิตติขจร นายสุกิจ นิมมานเหมินท์

เลขาธิการพรรค คือ พลโทประภาส จารุเสถียร


พรรคชาติสังคมได้ลงเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2500 ปรากฏว่าสมาชิกพรรคได้รับเลือกมาทั้งหมด 9 คน จึงไม่อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงต้องร่วมกับพรรคการเมืองอื่น จัดตั้งรัฐบาลขึ้น โดยมี พล.ท.ถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่ว่า การบริหารบ้านเมืองในสภาฯของ พล.ท.ถนอม เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะสมาชิกพรรคชาติสังคมเองเรียกร้องผลประโยชน์ และค่าตอบแทนต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ด้วย จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2501 โดย พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งคำประกาศของคณะปฏิวัติชุดนี้ได้ยกเลิกพรรคการเมืองทั้งหมด บทบาทของพรรคชาติสังคมจึงยุติลงแต่เพียงเท่านี้

พรรคแผ่นดินไทย

พรรคแผ่นดินไทย

(อังกฤษ: Thai Ground Party, อักษรย่อ ผด.ท. - TG.P.) จัดตั้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2545
นายบุญาบารมีภณ ชิณราช เป็นหัวหน้าพรรค นายศุภกิจ ดุลยเกียรติ เป็นเลขาธิการพรรค
สมาชิกพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 มีจำนวน 29,975 คน

ถูกยุบพรรคจากคดียุบพรรค ตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า พรรคแผ่นดินไทย มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด โดยนายบุญาบารมีภณ ชิณราช หัวหน้าพรรค รู้เห็นยินยอมให้ นางฐัติมา ภาวะลี รับเงินจาก พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้งยังออกหนังสือ รับรองการเป็นสมาชิกพรรคอันเป็นเท็จ ถือได้ว่าการกระทำของ นายบุญาบารมีภณ เป็นการกระทำและมีผลผูกพันพรรคแผ่นดินไทย คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จึงมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคแผ่นดินไทย กับให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ กรรมการบริหารพรรคแผ่นดินไทย 3 คน มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง

พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า

(อังกฤษ: Progressive Democratic Party, อักษรย่อ ปชก. - PD.)
จัดตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2548 เดิมมีนางสาวอิสรา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ปัจจุบันตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง นายดาโอะ โตะแปเราะ เป็นเลขาธิการพรรค สมาชิกพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 มีจำนวน 11,025 คน

โดนยุบพรรคจากคดียุบพรรค ตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้ามีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาของอัยการสูงสุด โดยนางสาวอิสรา หรือพรณารินทร์ ยวงประสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าออกหนังสือรับรองอันเป็นเท็จให้แก่นางสาวนิภา จันโพธิ์ นางรัชนู ต่างสี และนายสุวิทย์ อบอุ่น ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่ครบ 90 วัน นำไปเป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 66 (2) (3) โดยเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อประชาชน ไม่คำนึงถึงความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติ
จึงให้ยุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าและให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคจำนวน 9 คน ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2549 มีกำหนด 5 ปี

พรรคก้าวหน้า




พรรคก้าวหน้า

เป็นพรรคการเมืองแรกของประเทศไทยที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2488 โดย

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
นายสุวิชช์ พันธุ์เศรษฐ
นายสอ เศรษฐบุตร
พระยาสุรพันธุ์เสนี
ดร.โชติ คุ้มพันธ์
หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน
พระยาโทณวณิกมนตรี
นายเลียง ไชยกาล
นายบุญเท่ง ทองสว้สดิ์

ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นต่อต้านกับคณะราษฎรหลายประการ แต่ต่อมาใน พ.ศ. 2493 ได้ยุบรวมเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์

พรรคแทนคุณแผ่นดิน

พรรคแทนคุณแผ่นดิน (For Our Homeland Party)

ก่อตั้งขึ้นเมื่อกลางปี พ.ศ. 2550 โดย กลุ่มแทนคุณแผ่นดินอีสาน นำโดยวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส. กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย ที่แยกตัวออกมาพรรคพลังประชาชน เนื่องจากนายวิวรรธนไชยอ้างว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เคยพูดจาดูถูกคนอีสานไว้ในอดีต จึงไม่อาจยอมรับได้

เดิมจะใช้ชื่อว่า พรรคแทนคุณแผ่นดินอีสาน เนื่องจากมีเป้าหมายจะเป็นพรรคที่มีบทบาทในพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะ แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น พรรคแทนคุณแผ่นดิน ต่อมาเพื่อความเหมาะสมและได้จดทะเบียนกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อย โดยมี ดร.มานะ มหาสุวีระชัย อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคพลังธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคพลังธรรม

พรรคพลังธรรม

เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก หัวหน้าพรรคคนแรก คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ปัจจุบันถูกยุบพรรคไปแล้ว

ประวัติ

หลังยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2531 บุคคลจำนวนหนึ่งภายใต้การนำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกลุ่มสันติอโศก ร่วมตั้งพรรคพลังธรรมขึ้น คณะผู้เริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองได้ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง แล้วจึงได้ออกหนังสือ เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมลงชื่อเป็นสมาชิกพรรค มีสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคจำนวนกว่าหนึ่งหมื่นคน ต่อมาในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2531 นายทะเบียนพรรคการเมือง กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศรับการจดทะเบียนพรรคพลังธรรม ซึ่งถือว่าวันที่ 9 มิถุนายน เป็นวันกำเนิดพรรคพลังธรรม โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

ในการเลือกตั้งครั้งแรกของปี พ.ศ. 2535 คือ การเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 พรรคพลังธรรมได้รับความนิยมสูงสุดจากคนกรุงเทพฯ โดยสามารถกวาดพื้นที่ได้ถึง 32 ที่นั่ง จาก 35 ที่นั่ง เหลือไว้เพียง 3 ที่ให้นายสมัคร สุนทรเวช ดร.ลลิตา ฤกษ์สำราญ จากพรรคประชากรไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งลงสมัครครั้งแรกในนาม พรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ซึ่งในเช้าวันต่อมา พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ถึงกับพาดหัวว่า " พลังผักชนะพลังเงิน " แทนที่จะพาดหัวข่าวถึงผลการเลือกตั้งทั่วประเทศ เหมือนฉบับอื่น

แต่ต่อมาสภาชุดนี้ต้องสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และยุติบทบาททางการเมือง เนื่องจากสัญญาที่ได้ให้ไว้ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬว่า จะไม่รับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง

จากนั้นพรรคพลังธรรม จึงได้ผลัดเปลี่ยนหัวหน้าพรรคหลายคน เช่น พล.ร.อ.ศิริ ศิริรังษี นายบุญชู โรจนเสถียร นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากการลาออกของ พล.ต.จำลอง นั้น ทำให้บทบาทของพรรคพลังธรรม ในเวทีการเมืองระดับชาติถดถอยลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือ ส.ส. เพียง 1 เดียวในสภา เมื่อปีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2539 คือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เคยมาแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ การออกไปร่วมพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งตั้งในปี พ.ศ. 2541 หลายคนเช่น นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ น.พ.ประจวบ อึ๊งภากรณ์ น.ส.ศันสนีย์ นาคพงษ์ เป็นต้น จนกลายเป็นเพียงพรรคการเมืองธรรมดา ที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไร ไม่มีสัดส่วนในรัฐสภา

ต่อมาพรรคพลังธรรม ได้ถูกยุบพรรคลงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เนื่องจากไม่ส่งรายงานการดำเนินกิจการพรรคการเมือง ตามข้อบังคับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หัวหน้าพรรคพลังธรรมคนสุดท้ายคือ นายภมร นวรัตนากร

นโยบายปฏิรูปการเมือง

กลไกทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่สามารถผลักดัน สังคมไทยไปสู่ความร่มเย็น ดังจะเห็นได้จากความวุ่นวายแตกแยกเป็นฝักฝ่าย การขายรัฐวิสาหกิจ การละเมิดสิทธิของประชาชน การฉ้อฉลอำนาจรัฐ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างและกลไก เพื่อนำสังคมไทยไปสู่ความ ร่มเย็น เป็นสุข

ปฏิรูปราชการ ระบบราชการ คือ ระบบการดำเนินกิจกรรมเพื่อความร่มเย็น เป็นสุข ระบบราชการต้องมีขนาดกระทัดรัด ภารกิจแจ่มชัด การปฏิบัติโปร่งใส ข้าราชการ คือ ข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ยอมอุทิศประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม

ปฏิรูปงานรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ เป็นมรดกของชาติ เป็นฐานอำนาจของรัฐ และเป็นสมบัติของปวงชน การบริหารรัฐวิสาหกิจต้องมุ่งสู่ผลแห่งความกินดีอยู่ดีของชนในชาติ และการรักษาดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ ชุบชีวิตสังคมไทย จัดระบบการถือครองที่ดิน ให้ที่ทำกิน ให้ที่อยู่อาศัย ให้การศึกษา พัฒนาวิชาชีพ โดยยึดหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงชีพโดยชอบ”

นโยบายต้องเหมาะกับสถานการณ์ แต่ต้องไม่ขัดต่อปรัชญาและอุดมการณ์ของพรรค

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

พรรคประชามติ

พรรคประชามติ (Prachamati Party)

ชื่อพรรคมีตัวย่อ ปม. เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยมีนายประมวล รุจนเสรี เป็นหัวหน้าพรรค มีนายรุจอานันทน์ พงศ์ภัคธากาญจน์ เป็นรักษาการเลขาธิการพรรค
คำขวัญพรรคคือ ชีวิตต้องมีหลักประกัน ด้วยเมตตา ปัญญา เพื่อประชาชน มีนโยบายทั้งสิ้น 20 ข้อ

สัญลักษณ์พรรคเป็นรูปนกวายุภักษ์บินเหนือทะเล ฝ่าคลื่นลม

ที่ทำการพรรคเดิมตั้งอยู่เลขที่ 40 ถนนเทศบาลรังสรรเหนือ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทรศัพท์ 0-2954-3030-1 และต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่ เลขที่ 16 หมู่บ้านประชานิเวศน์ 4 ซอยสามัคคี 62 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 02-5746921-22

ก่อนการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 นายประมวล หัวหน้าพรรคตั้งเป้าไว้ว่า จะได้ผู้แทนของพรรคเขตละคนทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่า พรรคประชามติมิได้รับการเลือกมาเลยแม้แต่คนเดียว
ต่อมา ในวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 นายประมวลในฐานะหัวหน้าพรรคได้แถลงข่าวว่า ไม่อาจรับภาระค่าใช้จ่ายของพรรคต่อไปได้ จึงตัดสินใจยุติกิจการพรรคลงจากนั้น

พรรคประชากรไทย


พรรคประชากรไทย (Thai Citizen Party)

เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2522 ณ บริเวณสนามชัยข้างพระบรมมหาราชวัง โดยมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522
โดยผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นพรรคประชากรไทยได้รับเลือกตั้ง 29 ที่นั่ง จากจำนวน 32 ที่นั่งในกรุงเทพมหานคร และอีก 3 ที่นั่งในต่างจังหวัด

ต่อมาเมื่อพรรคประชากรไทยได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2525 จึงได้ส่งข้อมูลสมาชิกและการดำเนินกิจการของพรรคให้กับกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง จนกระทั่งเมื่อเกิดมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 พรรคจึงได้จัดส่งข้อมูลการดำเนินกิจการของพรรคให้กับกกต.โดยตรงในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตามกฎหมาย และกระทรวงมหาดไทยจะได้จัดส่งข้อมูลเดิมที่มีอยู่ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งต่อไป

พรรคประชากรไทย ถือเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีฐานเสียงที่สำคัญอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีบุคคลสำคัญอันเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของพรรค คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค แต่หลังจากปี พ.ศ. 2540 แล้ว พรรคประชากรไทยมีบทบาทการเมืองในระดับประเทศลดลง อีกทั้งมีสมาชิกพรรคจำนวน 12 คน หันไปให้การสนับสนุนนายชวน หลีกภัย ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 ด้วย ซึ่งขัดต่อความเห็นของนายสมัคร หัวหน้าพรรค ซึ่งเรียกกันว่า " กลุ่มงูเห่า " ในปี พ.ศ. 2543 นายสมัคร ได้ลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ลงสมัครในนามของพรรค

พรรคประชากรไทย ได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548 และปี พ.ศ. 2549 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้สักที่นั่งเดียว ปัจจุบัน มีหัวหน้าพรรค คือ นายสุมิตร สุนทรเวช น้องชายของนายสมัครเป็นหัวหน้าพรรค ที่ทำการพรรคตั้งอยู่ที่ ถนนศรีวรา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กทม.

พรรคถิ่นไทย

พรรคถิ่นไทย (Motherland Party)

เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2543 โดย ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป้าหมายในการเป็นพรรคแนวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับพรรคกรีน (Green Party) ในต่างประเทศ
สัญลักษณ์พรรคเป็น รูปนกกางเขนบ้าน ใช้สีเขียว เป็นสีประจำพรรค สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมดงาน ซึ่งคือกลุ่มทำงานของ ดร.พิจิตต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นพรรคการเมืองพรรคใหม่ที่จะประสบความสำเร็จต่อไป


แต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 พรรคถิ่นไทยไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งดั่งความคาดหมาย ได้ ส.ส. มาเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ นายบุญเติม จันทวัฒน์ จากจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งภายหลังได้ย้ายมาสังกัดกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมาก

พรรคถิ่นไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2545 เนื่องจากไม่ดำเนินการตามมาตรา 35 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 ที่ว่าด้วยการยื่นรายงานการดำเนินกิจการของพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการดำเนินงานพรรคถิ่นไทย

พรรคชาติพัฒนา

พรรคชาติพัฒนา (National Development Party)
เป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2535 หลังการยุบสภาในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

พรรคชาติพัฒนา เป็นพรรคที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจากพรรคปวงชนชาวไทย ของพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก มี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค โดยมี ส.ส. และมีฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นบ้านเกิดของพลเอกชาติชาย มีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงหลายคนเข้าร่วม เช่น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกร ทัพพะรังสี นางปวีณา หงสกุล นายวัฒนา เมืองสุข นายสุภาพ คลี่ขจาย พันเอกวินัย สมพงษ์ เป็นต้น

หลังการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2539 แล้ว พรรคชาติพัฒนาได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาล หลังจาก พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคชาติพัฒนาได้ร่วมือกับทางพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเพื่อสนับสนุน พลเอกชาติชาย เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ว่า รวบรวมเสียงสนับสนุนได้น้อยกว่าฝ่ายของทางพรรคประชาธิปัตย์ จึงเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายค้าน

หลังการเลืองตั้งในปี พ.ศ. 2544 ภายหลังการถึงอสัญกรรมของพลเอกชาติชาย หัวหน้าพรรค นายกร ทัพพะรังสี จึงดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค พรรคชาติพัฒนาได้เข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต่อมาไม่นาน นายกรก็ได้ลาออกจากพรรคและไปเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเสียงข้างมาก ทางพรรคจึงได้เลือก นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จึงเป็นหัวหน้าพรรคต่อ ซึ่งนายสุวัจน์ได้ประกาศว่า จะไม่ขอเป็นหัวหน้าพรรคคนสุดท้าย แต่ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2548 ไม่นาน นายสุวัจน์ได้ยุบพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย


หลังคดียุบพรรคในปี พ.ศ. 2550 แล้ว ได้มีผู้ยื่นขอจดทะเบียนพรรคชาติพัฒนาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากนี้พรรคชาติพัฒนาได้เข้าร่วมกับทางกลุ่มรวมใจไทยของกลุ่มนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน และกลุ่มสมานฉันท์ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

พรรคมหาชน


พรรคมหาชน (Mahachon Party)

เป็นพรรคการเมืองไทยที่ก่อตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 โดยพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากพ้นกำหนดถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ถูกต้อง
นโยบายพรรคมหาชนในระยะแรก ร่างโดย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาพร้อมกับพลตรีสนั่น นำเสนอนโยบายว่าเป็นพรรคทางเลือกที่สาม นอกเหนือจาก พรรคไทยรักไทย และ พรรคประชาธิปัตย์

เมื่อแรกก่อตั้งพรรค พลตรีสนั่น ได้เชิญ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก และกำลังจะหมดวาระ ให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชน แต่นายศุภชัยปฏิเสธ และต่อมาพิจารณารับตำแหน่งอื่นในสหประชาชาติต่อ พลตรีสนั่นจึงยกให้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคแทน

ในการเลือกตั้งปี 2548 ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ส่งตัวแทนสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในไทย พ.ศ. 2548 นำเสนอนโยบายที่ใช้ชื่อ "สองนคราประชาธิปไตย" และประกาศตัวพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคได้รับเลือกเพียง 2 ที่นั่ง แม้กระทั่งในเขตจังหวัดพิจิตร นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชายพลตรีสนั่น ก็ยังไม่ได้รับเลือก ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคได้คะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 5% ทำให้ทั้งนายเอนก และพลตรีสนั่น ไม่ได้เป็น ส.ส. หลังการเลือกตั้ง ดร.เอนก ในฐานะหัวหน้าพรรคมีปัญหากับกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคมหาชนมีมติให้ พลตรีสนั่น รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ

วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550 พลตรีสนั่น พร้อมด้วยนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชาย และสมาชิกพรรคมหาชน เดินทางไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบันไม่เอื้อต่อการดำเนินงานของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ถือเป็นการสิ้นสุดการดำเนินงานของพรรคมหาชนไปโดยบริยาย ในปลายเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2550 พลตรีสนั่น หัวหน้าพรรคได้นำเอาสมาชิกพรรคจำนวน 15 คน ไปสังกัดกับทางพรรคชาติไทย โดยให้เหตุผลว่า พรรคมหาชนเป็นพรรคขนาดเล็กคงไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง

พรรคพลังประชาชน

ข้อมูลพรรคการเมืองไทย
พรรคพลังประชาชน

สัญลักษณ์ของพรรคในยุคแรก เป็นรูปวงกลมสีเขียว อันหมายถึงความสงบสุขร่มเย็นของแผ่นดินไทย มีภาพเสาธงชาติไทยปักอยู่บนแผนที่ประเทศไทยอยู่ใจกลางของวงกลม รายล้อมด้วยตุ๊กตาแต่งตัวเป็นอาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นสื่อแทนชาวไทยในหลายสาขาอาชีพ โดยมีตัวอักษรชื่อพรรค เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รายล้อมสัญลักษณ์ดังกล่าวทั้งหมด

ส่วนสัญลักษณ์ของพรรคต่อมาเปลี่ยนเป็นตัวอักษรไทย พ สีน้ำเงิน โดยเส้นทแยงจากล่างซ้ายขึ้นบนขวาเป็นสีแดง และขาว ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ของพรรคไทยรักไทย ที่เป็นตัวอักษรไทย ท สีน้ำเงิน ที่มีเส้นทแยงจากล่างซ้ายขึ้นบนขวา เป็นสีแดง ขาว และน้ำเงิน

พรรคพลังประชาชน (อักษรย่อ: พปช. อังกฤษ: People Power Party) เป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ช่วงก่อนการเข้าร่วมของกลุ่มไทยรักไทย เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 นางสาวสุภาพร เทียนแก้ว เป็นหัวหน้าพรรค, นางสาวปิยะรัตน์ เทียนแก้ว เป็นเลขาธิการพรรค และ พันตำรวจโทกานต์ เทียนแก้ว เป็นประธานกรรมการบริหารพรรค ต่อมาแกนนำได้เชิญ นายสมัคร สุนทรเวชมาเป็นหัวหน้าพรรค และในที่สุดหลังจากสิ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร พรรคก็ได้เชิญนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นรักษาการหัวหน้าพรรค นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขาธิการพรรค มี นายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 และมี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ


ต่อมาเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณากรณี พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ลงมติ 4 ต่อ 1 เห็นชอบตามที่นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอให้ส่งเรื่องถึงอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยมติเสียงข้างน้อย 1 เสียง คือ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายกิจการสอบสวนสอบสวน และแล้วในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารของแต่ละพรรคเป็นเวลา 5 ปี อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นอันสิ้นสุดของชื่อพรรคพลังประชาชน