วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นโยบายพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังดำเนินการต่อสู้อย่างเข้มข้น นับเป็นการตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนอีกครั้งหนึ่งภายหลังการปราบปรามขบวนการภาคประชาชนในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมาย มีนายประเดิม ดำรงเจริญ ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค นายธนพงษ์ เสวีวลลภ เป็นเลขาธิการพรรค และในการเลือกตั้ง 50 ที่จะถึงนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครแบบแบ่งเขตหมายเลข 3

นายประเดิม ดำรงเจริญ หัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์ถามทาง หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้ายฉบับ ต.ค.50 ว่า นโยบายหลักที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ คือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อผลิตอาหารปลอดสารพิษ อาหารที่ปลอดภัย โดยคนทุกชนชั้นในสังคมสามารถเข้าถึงได้ รูปธรรมก็คือ ทำการพัฒนาการเกษตรแบบเป็นระบบที่ครอบคลุมทั้งประเทศ เอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิต ส่วนในเรื่องของอุตสาหกรรม การทำการเกษตร กับอุตสาหกรรมต้องเป็นสัดส่วน เพราะถ้าในพื้นที่การเกษตรที่อุตสาหกรรมเข้าไปตั้งแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์จะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้

ในเรื่องของการจัดการที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม โรงงานหลายประเภททำอันตรายต่อแผ่นดิน ทำให้ดินปนเปื้อนสารพิษสูง จึงไม่ควรให้มาตั้งในประเทศไทย อย่างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ บางยี่ห้อก็ไม่ผลิตในประเทศแม่ แต่เอาไปผลิตในประเทศด้อยพัฒนา คนงานก็สูดดมสารพิษเข้าไป บ้านเรือนของประชาชนรอบโรงงานก็เดือดร้อน ดินของเรากลายเป็นถังขยะให้เขาเอาของเสียมาทิ้ง ในฐานะเจ้าของประเทศก็ต้องบอกให้เขาปรับปรุง ถ้าปรับไม่ได้ก็ย้ายโรงงานไป แต่นายประเดิมก็กล่าวว่าไม่ได้ปฏิเสธความเจริญโดยสิ้นเชิง เพราะกรณี ป่าชุมชน ป่าสงวนนั้นไม่ได้คิดว่าต้องกันคนออกจากป่า เพราะในต่างประเทศคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ บางป่าเอกชนเป็นเจ้าของด้วย แต่ต้องจัดวิธีการดูแล เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระบบชลประทาน

นายประเดิมกล่าวตอบโต้ความคิดที่ว่าการชลประทานคือการสร้างเขื่อนว่า เขื่อนไม่เคยเก็บน้ำได้จริง ไม่เคยช่วยเกษตรกรได้ในหน้าแล้ง หน้าฝนก็ต้องปล่อยน้ำ การสร้างแต่ละเขื่อนต้องทำลายป่าไม้ไปมากมาย เขื่อนในประเทศไทยมีมากแต่ก็ไม่ได้ทำให้ชลประทานดีขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่แผนหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเก้าแผนเน้นเรื่องอุตสาหกรรมมาตลอด แล้วคนก็จนลง มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย มันได้ไม่คุ้มเสีย

“เราพัฒนาประเทศให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง ให้เรายืนได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ไม่ดีกว่าหรือ” นายประเดิมกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์