วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พรรคไทยร่ำรวย

ข้อมูลทั่วไปของพรรคไทยร่ำรวยมีชื่อภาษาอังกฤษ : Thai Rum Ruay Party
มีชื่อย่อว่า ทรร., TRR. จัดตั้งพรรควันที่ 2 ตุลาคม 2550
จำนวนกรรมการบริหารพรรคมี 18 คน
คณะกรรมการบริหารพรรคคือ นายปฐม อัญสกุล หัวหน้าพรรค
นายชาติทอง บุญเรือง เลขาธิการพรรค

นโยบายพรรค

1. โครงการแปลงรายจ่ายให้เป็นรายได้จากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งประชาชนสูญเสียเงินส่วนนี้ให้กับห้างต่างชาติ เพราะเงินส่วนนี้จะถูกนำออกนอกประเทศ แต่เราจะนำเงินส่วนนี้กลับมาพัฒนาประเทศ ซึ่งในแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล โครงการนี้ได้มีการทดลองทำแล้วสามารถจับต้องได้ซึ่งประชาชนสามารถมีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้จริง

2. รัฐบาลสามารถสร้างรายได้จึงไม่ต้องเก็บภาษีจากประชาชน เพราะรัฐบาลมีรายได้จากการแปลงรายจ่ายให้เป็นรายได้

3. โครงการ "ซื้อกิน ซื้อใช้ ได้เงิน" คนไทยจะมีรายได้ที่มั่นคง มีเงินเต็มกระเป๋า


มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ : 165 ถ. ศรีนครินทร์ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

พรรคไทยรักไทย

พรรคไทยรักไทย

จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541ถือว่าเป็นพรรคการเมืองแรกที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 23 คน ผู้ก่อตั้งคนสำคัญคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันคือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคไทยรักไทยมีสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2547 จำนวน 14,770,425 คน

การบริหารงานของ พรรคไทยรักไทย เป็นที่รับทราบโดยทั่วไป ในการเน้นนโยบายประชานิยมผ่านโครงการต่างๆ ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และ บ้านเอื้ออาทร แต่หลายโครงการมีปัญหาในการดำเนินการ และถูกประเมินว่า อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น ของปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 โดยได้รับการเลือกตั้งถึง 376 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง เอาชนะพรรคคู่แข่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้เพียง 96 ที่นั่ง ทำให้เป็นพรรคการเมืองแรกที่ได้รับการเลืกตั้งเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคไทยรักไทย ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อถึง 18,993,073 เสียง และถูกกล่าวหาว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงเลือกตั้งเพราะต้องการหลีกเลี่ยงกฏ20%คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงตั้งอนุกรรมการมาสอบ ซึ่งผลปราฏกว่ามีมูลทำให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรคในที่สุด ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ถูกวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง

พรรคชาติไทยพัฒนา


พรรคชาติไทยพัฒนา

มีชื่อย่อภาษาไทย "ชทพ." ชื่อภาษาอังกฤษ Charthaipattana Party ชื่อย่อ "CP"
จดแจ้งจัดตั้งพรรคเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2551 มีกรรมการบริหารพรรค 9 คน

พรรคชาติไทยพัฒนามีเครื่องหมายพรรคเป็นรูปวงกลมมีแถบสีธงชาติไทยด้านบน มีชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ด้านล่างตรงกลางมีตัวอยู่ว่า "ชทพ." โดยมีความหมายว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า ภายใต้กรอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพรรคชาติไทยพัฒนาถูกก่อตั้งเพื่อรองรับการยุบพรรคชาติไทย

ที่ประชุมใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา มีมติเลือกนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา น้องชายนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาคนใหม่ โดยมีนายปรีชา จั่นเพชร เป็นเลขาธิการพรรค

ชื่อภาษาอังกฤษ : Charthaipattana Party ชื่อย่อ : ชพท, CP
วันจัดตั้งพรรค : วันที่ 18 เมษายน 2551
ที่ทำการพรรคตั้งอยู่ที่ : 33/157 หมู่ที่ 11 ซอย 4 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงแสนแสบ เขตบางกะปิ กทม.

พรรคเพื่อแผ่นดิน

พรรคเพื่อแผ่นดิน

พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคการเมืองไทยที่ตั้งในกลางปี พ.ศ. 2550 มี
นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ปัจจุบันมี พลตำรวจเอกประชา พรหมนอก เป็นหัวหน้าพรรค มี นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง เป็นเลขาธิการพรรค ยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคคือ "นำรอยยิ้มกลับสู่สังคมไทย"
มีอดีต ส.ส.ภาคอีสานเป็นสมาชิก เช่น กลุ่มของ นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายวัฒนา อัศวเหม นายโสภณ เพชรสว่าง และอดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในกลุ่มกรุงเทพ 50 ของ นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ รวมทั้งกลุ่มบ้านริมน้ำของ นายสุชาติ ตันเจริญ อีกด้วย ในส่วนของกลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อน แต่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคด้วยก็ได้แก่ นายสุระ แสนคำ หรือ เขาทราย แกแล็คซี่ อดีตแชมป์โลกชาวไทย และ นาวาอากาศตรีปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย เป็นต้น

นโยบายพรรคนำความสุข รอยยิ้มและความสามัคคีของคนไทยให้กลับคืนมา ด้วยการสร้าง 9 ความสุข ให้แก่คนไทย คือ กินดี อยู่ดี สุขภาพดี ความรู้ดี ครอบครัวดี สังคมดี สิ่งแวดล้อมดี ราคาพืชผลเกษตรกรดี รู้รักสามัคคี และศักดิ์ศรีประเทศดี มีความสุข โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ขจัดความยากจนด้วยการสร้างงานสร้างรายได้เพื่อคนไทยมีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ มีคุณภาพชีวิต และมีความปลอดภัยในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้น ปลอดภัยจากยาเสพติด อาชญากรรม การคอรัปชั่น และมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และสร้างการขนส่งระบบรางให้เพียงพอ

ที่ตั้งสำนักงานใหญ่
999/9 อาคาร ดิ ออฟฟิศเศส แอท เซ็นทรัล เวิลด์ ชั้น 26 ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ : 0-2646-1888

พรรคประชาธิปัตย์

ยุคที่สี่ (ปลายปี 2533-ปัจจุบัน) :ยุคแห่งการเป็นรัฐบาลของประชาชนและฝ่ายค้านที่มี ประสิทธิภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2533 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรค ร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชายชุณหะวัณซึ่งหลังจากนั้นได้เกิดผันแปรทางการเมืองอย่างรุนแรงนำ มาถึงเหตุการณ์ยึดอำนาจของ“คณะ รสช.” และเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในที่สุด ท่ามกลางวิกฤติการทางการเมืองในยุคที่สี่นี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามามีบทบาทในการ ต่อต้านเผด็จการเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน จนกระทั่งเหตุการณ์สงบและนำไปสู่การเลือก ตั้งในเดือนกันยายน 2535 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะขาวสะอาดมีส.ส ได้รับเลือกตั้ง มากที่สุดเป็นจำนวน 79 คนและได้เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนดำเนินการบริหารบ้าน เมือง มาเป็นระยะเวลา2ปีครึ่งจนมาถึงกลางปี2538 ซึ่งมีเหตุการณ์พลิกผันทางการเมืองจน นำมาสู่ การยุบสภาทำให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กรกฏาคม2538 ซึ่งสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์ได้ รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส 86 คนและดำเนินการทางการเมืองเป็นฝ่ายค้าน รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งทางพรรคได้พิสูจน์ถึงการเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีประสิทธิ ภาพต่อสู้กับการปกครองประเทศที่ไม่โปร่งใส จนในที่สุดนายบรรหาร ศิลปอาชาต้อง ประกาศ ยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539

จากการดำเนินการทางการเมืองที่ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 60 ปี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ต่อสู้ กับระบอบเผด็จการเดิมมาในหลายยุคสมัยบางครั้งแสดงบทบาทในฐานะพรรคฝ่ายค้าน บางครั้งแสดงบทบาทในฐานะฝ่ายรัฐบาลแต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีบทบาทและฐานะอย่างไรในการต่อสู้ ทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นการดำเนินการทางการเมืองในระบอบประชาธิป ไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขยึดถืออุดมคติ 4 ประการของพรรคยืนหยัดพิทักษ์รักษา ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่และมุ่งมั่นสร้างสังคมที่เป็นธรรมให้บังเกิดขึ้นด้วยจิตใจและ การอุทิศตัวในหลักการแห่งความซื่อสัตย์สุจริต

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 1 2489-2511
ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 2 2511-2522
พ.อ.ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 3 2522-2525
นายพิชัย รัตตกุลเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 4 2525-2534
นายชวน หลีกภัยเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 5 2534-2546
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 6 2546-2548
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 7 2548-ปัจจุบัน

พรรคประชาธิปัตย์


ประวัติพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้มีการก่อตั้งก่อนที่จะมีพระราช บัญญัติพรรคการเมืองโดยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 โดยมี นายควง อภัยวงศ์ เป็น หัวหน้าพรรคคนแรกและ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการต่อสู้ทางการเมืองใน ระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องซึ่งพอจะจำแนกออกได้เป็น 4 ยุค กล่าวคือ

ยุคที่หนึ่ง (2489-2501) : ยุคแห่งการสร้างพรรค และสร้างประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ ในระยะต้นสภาพการเ มืองของประเทศไทยมีความผันผวนเนื่องจากอยู่ใน ระหว่าง การเริ่มต้น การดำเนินงานทางการเมืองอยู่ในวงแคบพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการดำเนินการ ทางการเมืองที่ สำคัญสรุปได้ดังนี้ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลรับเชิญของคณะรัฐประหาร พ.ศ 2490 * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลแห่งกลุ่มจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ระหว่างปี 2501-2511 บทบาททางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ได้หยุดชั่วคราว เมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง และเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จในปี 2501

ยุคที่สอง (2511-2519) : ยุคแห่งการฟื้นฟูพรรค และเชิดชูประชาธิปไตย ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 ทางพรรคฯได้มีการ ดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญดังนี้ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร * ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2518 * ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายค้านรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช * ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2519

ยุคที่สาม (2522-2533) : ยุคแห่งการปรับปรุงนโยบาย และเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมือง ในปี พ.ศ. 2521 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 เมษายน 2522 นับเป็นการเข้าสู่ยุคที่สามทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทางพรรคฯ ได้มีการดำเนินการทางการเมืองที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้านรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (1, 2, 3, 4, 5) * ปฏิบัติหน้าที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2489 เป็น
พรรคการเมืองจดทะเบียน ที่เก่าแก่ที่สุดของไทย ที่ยังดำเนินการอยู่
ชื่อพรรคภาษาอังกฤษคือ "Democrat Party" แปลว่า "พรรคการเมืองของผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย"
มีชื่อย่อพรรคที่ใช้กันทั่วไปคือ ปชปชื่อภาษาอังกฤษ : Democrat Party
จัดตั้งพรรควันที่ 11 มิถุนายน 2525 จำนวนกรรมการบริหารพรรค : 49 จำนวนสมาชิก : 4,095,493 จำนวนสาขา : 194

นโยบายพรรคพรรค

มุ่งพัฒนาคน ดูแลตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยการเรียนฟรี รักษาฟรีอย่างมีคุณภาพ มีงานทำมีรายได้ ผู้สูงอายุ มีเบี้ยยังชีพ ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ปัญหาที่ทำกิน ขยายพื้นที่ชลประทานเท่าตัว ตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงให้หมู่บ้าน ลดค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของครัวเรือน
กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ ระบบขนส่งมวลชน
สร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการออกกฎหมายพิเศษเพื่อเอกภาพ
การแก้ปัญหาฟื้นฟูประชาธิปไตยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน
การตรวจสอบและถ่วงดุลตามหลักนิติธรรม

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พรรคชาติไทย

ประวัติพรรคชาติไทย

1. การตั้งพรรคชาติไทยผู้ริเริ่มในการจัดตั้งพรรคชาติไทย คือ พลตรี ประมาณ อดิเรกสาร, พลตรี ศิริ สิริโยธินและพลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ พรรคชาติไทยได้จัดตั้งพรรคขึ้นตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2517ได้รับการจดทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2517

2. การตั้งพรรคชาติไทย"ชาติไทย" เป็นคำที่มีความหมายและความสำคัญในตัวเองอย่างลึกซึ้ง เป็นมงคลนามสมาชิกของพรรคมีความพร้อมและความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อชาติไทยอันเป็นที่รักยิ่งด้วยชีวิตจิตใจเป็นอุดมการณ์สูงส่งซึ่งเรายึดมั่นไม่เสื่อมคลาย จึงได้ให้ชื่อพรรคว่า "พรรคชาติไทย"รายละเอียดเพิ่มเติม

3. เอกลักษณ์ของพรรคชาติไทยเน้นหนักในหลัก 3 ประการคือ สามัคคี ก้าวหน้า มั่นคง




ผู้นำในการบริหารพรรค

พลตำรวจตรีประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ. 2517 - 2529

พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ. 2529-2534

พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ. 2534-2535

พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ. 2535-2537

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ. 2537 - ปัจจุบัน

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย (อักษรย่อ: พท. อังกฤษ: Pheu Thai Party - PT) จดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550 โดยมี นายบัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และ นายโอฬาร กิจเลิศไพโรจน์ เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก

มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อาคาร บีบีดี บิลดิง ซอยจินดาถวิล ถนนพระรามที่ 4 แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร (ย้ายมาจากอาคารนวสร ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร) และสำนักงานสาขาพรรคแห่งแรก ตั้งอยู่ที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นสาขาพรรคพลังประชาชนเดิม โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551 มีมติให้ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นหัวหน้าพรรค นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค นายศักดา นพสิทธิ์ เป็นโฆษกพรรค และ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ เป็นผู้อำนวยการพรรค
ต่อมา เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน นายสุชาติ ได้ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่า ขณะนี้ บุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองจำนวนมาก ได้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ตนจึงต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เหมาะสม เข้ารับตำแหน่งต่อไป นอกจากนี้ ตนก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ส่วนจะรับตำแหน่งอื่นภายในพรรคหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเพื่อนสมาชิก และหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมแล้ว ส.ส.และสมาชิกพรรคเกือบทั้งหมด ได้ย้ายเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย

จากนั้น เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4/2551 ของพรรคขึ้น ที่อาคารที่ทำการพรรค โดยมีวาระสำคัญคือ การลงมติเลือกหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยในส่วนหัวหน้าพรรค มีการเสนอชื่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รักษาการรองหัวหน้าพรรค เพียงรายชื่อเดียว นายยงยุทธจึงได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปอย่างไม่มีคู่แข่ง ส่วนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ที่ประชุมมีมติให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการคัดเลือกผู้สมัครลงรับเลือกตั้งของพรรค

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พรรคความหวังไหม่



พรรคความหวังใหม่

สำนักงานใหญ่ 26/6 ม.วอเรนแมนชั่น ถ.ประชาชื่น ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพ 10900
สัญลักษณ์พรรคความหวังใหม่แบบเดิมพรรคความหวังใหม่ (New Aspiration Party) (ตัวย่อ ควม.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2533 โดยมี
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นหัวหน้าพรรค และ น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ เป็นเลขาธิการพรรค ร่วมด้วยนักการเมืองที่มีชื่อเสียงเช่น นายเสนาะ เทียนทอง
นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
มีสัญลักษณ์พรรคคือ ดอกทานตะวัน

พรรคความหวังใหม่ลงเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ได้เป็นฝ่ายค้าน และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิด เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และ พรรคความหวังใหม่ เป็นหนึ่งในบรรดา 4 พรรคการเมือง ที่เรียกกันในช่วงเวลานั้นว่า พรรคเทพ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ร่วมกันคัดค้าน การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

พรรคความหวังใหม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2539 ได้ที่นั่ง ส.ส. จำนวน 125 ที่นั่ง โดยเฉือนชนะ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคคู่แข่งสำคัญไปเพียง 2 ที่นั่ง ส่งผลให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี

พรรคความหวังใหม่ มีฐานเสียงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสาน หลังจากพล.อ.ชวลิต ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำเป็นอย่างมากในปี พ.ศ. 2540 จากการประกาศลดค่าเงินบาท และทำให้ระหว่างปี พ.ศ. 2540-2544 พรรคความหวังใหม่ต้องเปลี่ยนสถานะไปเป็น พรรคฝ่ายค้าน

หลังการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทยขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคความหวังใหม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล หลังจากนั้นไม่นาน มีการควบรวมพรรคความหวังใหม่ เข้ากับ พรรคไทยรักไทย โดยที่สมาชิก พรรคความหวังใหม่ ส่วนใหญ่โอนไปเข้าร่วมกับ พรรคไทยรักไทย พร้อมกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคได้ลดบทบาททางการเมืองลงไป

ปัจจุบัน พรรคความหวังใหม่ ยังคงดำเนินกิจการทางการเมืองอยู่ โดยที่มีหัวหน้าพรรคคือ นายชิงชัย มงคลธรรม โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารพรรคชุดเดิม และได้เปลี่ยนสัญลักษณ์พรรคใหม่ ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2548 ทางพรรคก็ได้ส่งผู้สมัครลงในพื้นที่อีสาน แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้ที่นั่งเดียว รวมทั้งการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2550 ด้วย

ข้อมูลจากวิกิพีเดียสารานุกรม

พรรคกิจสังคม


พรรคกิจสังคม



พรรคกิจสังคม (Social Action Party) ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยให้ชื่อว่า "กิจสังคม" โดยแปลตรงตัวจากภาษาอังกฤษ โดยนำชื่อพรรคมาจากพรรคการเมืองนี้ในประเทศอังกฤษ

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ก่อตั้งพรรค และหัวหน้าพรรคคนแรกให้เหตุผลว่า อยู่ที่ความรู้สึก ว่าบ้านเมืองของเราเริ่มจะเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนปรารถนา ที่นี้ผมเองและพวกพ้อง ลูกศิษย์ ลูกหาที่เขาทำการงานไปแล้วหลายคน มาคิดกันว่า ประชาธิปไตย นี่ความจริงก็เป็นสิ่งที่ เราต้องการกันทุกคนในเมืองไทย แต่เมื่อมีประชาธิปไตยแล้ว มันก็ไม่ควรจะคิดว่า เราจะได้อะไรจากประชาธิปไตย เราควรจะคิดว่าเราจะให้อะไรแก่ ประชาธิปไตย ซึ่งเราทุกคนปรารถนานั้นได้ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เราก็อยากให้เท่าที่เรามีจะให้ได้คือ ก็เรียกว่าประสบการณ์ของเรา ความสามารถของเรา ความเสียสละ และความจริงใจของเราที่จะ ทำประโยชน์ต่อบ้านเมือง

เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เรายังเห็นว่า บ้านเมืองนี้ ยังต้องการคนที่พร้อมจะเสียสละ ทำการงานอีกมาก โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน ก็เลยตั้งพรรค (กิจสังคม) นี้ขึ้น เพื่อที่จะมีส่วนเข้าส่งเสริม แล้วก็รักษาระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ทำการงานให้บ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตยจะอำนวยให้

พรรคกิจสังคมลงเลือกตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 ได้ ส.ส.เพียง 18 คน แต่สร้างประวัติศาสตร์ ให้แก่วงการการเมืองไทยทันที ด้วยการสามารถ พลิกกลับเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ แทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้จำนวน ส.ส. สูงสุด โดยอภิปรายตอบโต้นโยบายของ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จนในที่สุดสภามีมติไม่ให้นโยบายของรัฐบาลผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการไม่ขอรับตำแหน่ง พรรคกิจสังคมโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเอง โดยร่วมกับพรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ รวมถึง 22 พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา นับเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคผสม มากที่สุดในประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน โดยมีจุดเด่นเป็นนโยบายสาธารณะต่างๆ เช่น นโยบายเงินผันสู่ชนบท นโยบายให้รถเมล์วิ่งฟรี เป็นต้น
แต่รัฐบาลเสียงผสมหลายพรรค ก็ไม่สามารถไปรอดตลอดฝั่งได้ เพราะประสบปัญหาหลายอย่าง ประจวบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ในขณะนั้นที่ยังรุ่มร้อน ในที่สุด ก็ต้องยุบสภา มีการเลือกตั้งใหม่ และก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องด้วยความร้อนแรง ของสถานการณ์การเมืองขณะนั้นยังไม่หาย จนในที่สุดก็เกิดเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ. 2519

หลังจากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังคงเล่นการเมือง และเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคมต่อไป ได้นำพรรคลงเลือกตั้งอีกหลายครั้ง ในปีการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 พรรคกิจสังคมได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับหนึ่งถึง 96 เสียง แต่หัวหน้าพรรคคือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กลับไม่ได้รับเลือกตั้งเสียเองในเขต 2 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จึงหันร่วมกับพรรคอื่นเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย สนับสนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

โดยสภาพแล้วพรรคกิจสังคมเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก มีจำนวน ส.ส. ไม่มาก จึงมีบทบาทในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ภายหลังการยุติบทบาททางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พรรคกิจสังคมก็ได้มี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค จากนั้นจึงเป็น นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตสมาชิกพรรคอีกคนหนึ่ง ที่ยังมีบทบาททางการเมืองคือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตเลขาธิการพรรค
พรรคกิจสังคมจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2525 แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2551 พรรคกิจสังคมมิได้มีบทบาททางการเมืองเหมือนแต่ก่อน เพราะสมาชิกคนสำคัญของพรรค ได้ลาออกหรือไปเข้าร่วมกับพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย

พรรคกิจสังคม ได้ฉายาจากสื่อมวลชนว่า "พรรคแสบ" (SAP) ซึ่งย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของพรรค และประกอบกับลีลาการเล่นการเมือง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่แสบสันต์เป็นที่รู้จักกันดี


ปัจจุบัน กิจการของพรรคกิจสังคมหลังจากหมดบทบาททางการเมืองระดับประเทศไปหลายปีได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง ในปลายปี พ.ศ. 2551 ภายหลังคดียุบพรรคใหญ่หลายพรรค ซึ่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตหัวหน้าพรรคได้นำ ส.ส. อีก 5 คนกลับมาฟื้นฟูพรรคกิจสังคมอีกครั้ง และเป็นหนึ่งในพรรคที่สนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี


สนับสนุนข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

รายชื่อพรรคการเมืองปัจจุบัน2552

รายชื่อพรรคการเมืองไทย

รายชื่อพรรคการเมืองไทย ปัจจุบันมีพรรคการเมืองในประเทศไทยทั้งหมด 68 พรรคที่จดทะเบียนและยังมีสถานะเป็นพรรคการเมืองอยู่ นอกเหนือจากนั้นเป็นพรรคที่ยกเลิกการดำเนินงาน หรือยุบเพื่อรวมกับพรรคอื่น หรือถูกสั่งให้ยุบโดยคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ (ข้อมูลล่าสุด 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552)

พรรคปัจจุบัน

พรรคกฤษไทยมั่นคง พรรคกสิกรไทย
พรรคกิจสังคม พรรคเกษตรไทย
พรรคเกษตรกรแรงงานไทย พรรคความหวังใหม่
พรรคคุณธรรม พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
พรรคเงินเดือนประชาชน พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติสามัคคี พรรคชีวิตที่ดีกว่า
พรรคดำรงไทย พรรคต้นตระกูลไทย
พรรคทางเลือกใหม่ พรรคแทนคุณแผ่นดิน
พรรคเทียนแห่งธรรม พรรคไทเป็นไทเดิมชื่อ
พรรคคนขอปลดหนี้ และ พรรคเกษตรมหาชน
พรรคไทยช่วยไทย พรรคไทยมั่นคง
พรรคไทยรวมไทยเดิมชื่อ พรรครักษ์แผ่นดินไทย
พรรคไทยร่ำรวย พรรคธรรมชาติไทย
พรรคธรรมาธิปัตย์ พรรคธรรมาภิบาลสังคม
พรรคธัมมาธิปไตย พรรคนิติศาสตร์ไทย
พรรคนำวิถี พรรคแนวสังคมประชาธิปไตย
พรรคประชากรไทย พรรคประชาชาติไทย
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชามติ
พรรคประชาราช พรรคเผ่าไท
พรรคพลเมืองไทย พรรคพอเพียง
พรรคพลังเกษตรกร พรรคพลังแผ่นดิน
พรรคพลังแผ่นดินไท พรรคพัฒนาประชาธิปไตย
พรรคเพื่อนเกษตรไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน
พรรคเพื่อฟ้าดินเดิมชื่อ พรรคสหกรณ์
พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อประชาชน
พรรคภูมิใจไทย พรรคมวลชน
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรครวมพลังไทย
พรรครักเมืองไทย พรรครักษ์ถิ่นไทย
พรรครักษ์ไทย พรรคราษฎรรักไทย
พรรคแรงงาน พรรคศรีสยาม
พรรคศิลปิน พรรคสยาม
พรรคสยามสันติ พรรคสังคมไท
พรรคสังคมธิปไตย พรรคสันติภาพไทย
พรรคสู้เพื่อไทยเดิมชื่อ พรรคเกษตรกรไทย
พรรคเสรีประชาไทย พรรคเสียงประชาชน
พรรคอนุรักษ์นิยม พรรคอนาคตไทย
พรรคอยู่ดีมีสุข พรรคอุดมรัฐ
พรรคเอกภาพ พรรคเอกราช


พรรคภูมิใจไทย


พรรคภูมิใจไทย

ข้อมูลทั่วไปของพรรคภูมิใจไทย
มีชื่อย่อภาษาไทย "ภท" มีชื่อภาษาอังกฤษ Bhumjaithai Party ชื่อย่อ "BJT"
จดแจ้งก่อตั้งพรรคเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 มีนายพิพัฒน์ พรมวราภรณ์
เป็นหัวหน้าพรรค
นางมงคล ศรีอ่อน
เลขาธิการพรรค มีกรรมการบริหารพรรค จำนวน 9 คน
หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันคือนาย ชวรัตน์ ชาญวีรกุล

พรรคภูมิใจไทยถูกก่อตั้งเพื่อรองรับการยุบ พรรคมัชฌิมาธิปไตย
โดยในภายหลัง กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค และเปิดตัวเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552

ที่ทำการพรรค: 134/245 ถนนนนทบุรี ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
คำขวัญพรรค: ประชานิยม สังคมเป็นสุข
สีประจำพรรค: สีน้ำเงินกรมท่า

นโยบายพรรคไทยร่ำรวย


พรรคไทยร่ำรวย

พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 27 โดยมีนายปฐม อัญสกุล (ประธานบริษัท อีซี่ เน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด) ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และมีนายชาติทอง บุญเรือง เป็นเลขาธิการพรรค

สำหรับนโยบายของพรรคไทยร่ำรวย ระบุว่า สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในทางที่เหมาะสมและถูกต้องกับประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยปลูกฝังให้กับประชาชนมีการสร้างงานสร้างอาชีพที่สุจริต ให้ประชาชนมีรายได้ เมื่อประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม เหตุการณ์ไม่สงบหรืออาชญากรรมต่างๆ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย และจะจัดให้มีการเลี้ยงอาหารฟรีที่สถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากรัฐมีรายได้มากขึ้น

ขณะที่นโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคไทยร่ำรวยนั้น เน้นการบริโภคสินค้าของคนไทยและป้องกัน หาวิธีไม่ให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ โดยสนับสนุนร้านค้ารายเล็กและรายใหญ่ของคนไทย รวมถึงห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของคนไทยเพื่อให้ประชาชนชาวไทยมาบริโภคกับสินค้าและสนับสนุนธุรกิจของคนไทยเพื่อต่อสู้กับธุรกิจของต่างชาติที่มากอบโกยเอามาจากประชาชนชาวไทย พรรคไทยร่ำรวยจะบริหารรายจ่ายของประชาชนให้เป็นรายได้ โดยรายจ่ายที่บริโภคสินค้าและจับจ่ายใช้สอยสินค้า ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้จะสูญสลายไปโดยไม่มีวันกลับมา ซึ่งแต่ละปีคนมีการบริโภคสินค้าต่างชาติ 1 ล้านบาทต่อปี แต่พรรคไทยร่ำรวยจะนำเงินที่หมดไปตรงส่วนนี้กลับมาให้คนไทยมีโอกาสได้สัมผัส ซึ่งเงินจำนวนนี้จะทำให้ประชาชนชาวไทย มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เงินจำนวนนี้มีค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อปี มีค่าเท่ากับงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทย

นอกจากนี้ พรรคไทยร่ำรวย เน้นการสร้างงานสร้างรายได้ของแต่ละครอบครัวให้ประชาชนชักชวนกันทำมาหากิน ปลูกฝังให้ประชาชนรักชาติแต่การจะรักชาตินั้นประชาชนต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีก่อน เมื่อประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลายๆ คน หลายๆ ครอบครัว ประเทศก็จะดีขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้นด้วย เพราะเงินตราไม่รั่วไหลไปสู่นอกประเทศแต่หมุนเวียนอยู่ภายในประเทศทำให้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีโอกาสได้สัมผัสแต่พอเพียงและดีดว่าเดิมตรงกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

นโยบายพรรคประชามติ

พรรคประชามติ

“ชีวิตต้องมีหลักประกัน ด้วยเมตตา ปัญญา เพื่อประชาชน”

พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 19 กับคำขวัญ “รวมพลังเมตาธรรมค้ำจุนชาติ เปลี่ยนหนี้สินของชาติเป็นทุน แปลงอนาคตของชาติเป็นทุน” โดยมีนายประมวล รุจนเสรี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และมีนาย วิฑูรย์ แนวพาณิช
เป็นเลขาธิการพรรค ใช้แนวทางนิเวศวิทยาการเมืองใหม่ที่เรียกกันว่า Green and Clean Politic คือ ความสัมพันธ์ทางการเมืองใหม่ของคนในสังคม ในแนวทางที่แข็งแรง ด้วยการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบของคนในชาติ เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ที่ปลอดจากาการซื้อสิทธิ ขายเสียง การทุจริตคิดมิชอบ พรรคประชามติ มีนโนบายทั้งสิ้น 20 ข้อ คือ

1. เราจะยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

2. ให้ประชาชนในแต่ละเขตุการเลือกตั้ง มีสิทธิอำนาจในการควบคุม และถอดถอนผู้ที่มาจากการเลือกตั้งในทุกระดับด้วยการลงประชามติ

3. ให้มีการปฏิรูประบบราชการ ด้วยการสร้างดุลยภาพทางอำนาจการบริหารระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้มีความเสมอภาค

4. กำหนดให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตปกครองพิเศษ และจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดตามแบบกรุงเทพมหานคร

5. จัดให้มีการประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณูปโภค สาธารณูปการและทรัพยากรมนุษย์แต่ละจังหวัด เพื่อให้เป็นทุนของจังหวัด

6. อนุญาตให้คลังจังหวัดออกกองทุนพันธบัตร เพื่อพัฒนาจังหวัด จังหวัดละ 10,000 ล้านบาท ทั้ง 75 จังหวัด เป็นมูลค่ารวม 750,000 ล้านบาท

7. ให้เงินกองทุนพันธบัตรพัฒนาจังหวัด อยู่ภายใต้การดูแลของคลังจังหวัด โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้บริหารกองทุน


8. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้นำเงินกองทุนพันธบัตรไปพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการในท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างงาน

9. ให้มีโครงการปลูกต้นสัก และไม้ยืนต้นในทุกจังหวัด เพื่อเป็นกองทุนรอการชำระหนี้พันธบัตรพัฒนาจังหวัด ทั้ง 75 จังหวัดทั่วประเทศ

10. ให้มีการเช่าที่ปลูกต้นสัก และไม้ยืนต้นในทุกหมู่บ้าน โดยเกษตรกรเป็นผู้ดูแล ครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 500 บาทต่อเดือน

11. ให้มีโครงการขุดสระและคลองส่งน้ำชลประทานคู่ขนานกับทางหลวงจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาทางเกษตรกรรม และการจ้างงานในชนบท

12. ให้มีการจัดตั้งองค์การตลาดกลางทางการเกษตรขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย และการประกันพืชผลทางการเกษตร

13. ให้มีการจัดสรรรายได้ภาษีอากรแก่ท้องถิ่น 70 % และจัดสรรให้กับส่วนกลาง 30% ทั้งให้มีการยกเลิกภาษีเงินได้ของข้าราชการบำนาญ

14. จัดให้มีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ลงเหลือ 20% รวมทั้งจัดให้มีกองทุนบำนาญของภาคเอกชน โดยปลอดภาษีเงินได้จากเงินบำนาญ

15. อนุญาตให้กรุงเทพมหานคร มีสิทธิออกพันธบัตรจำนวน 250,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค ให้กับ กทม.

16. จัดให้มีสวัสดิการ น้ำ-ไฟ ฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อยเดือนละ 500 บาทต่อครอบครัว และการทำคลอดฟรีกับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐ

17. จัดให้มีค่ายังชีพแก่ เด็ก คนชรา และคนพิการ ผู้ยากไร้ คนละ 500 บาทต่อเดือน รวมทั้งช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพอีกรายละ 20,000 บาท

18. เราจะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการศึกษา เรียนฟรีถึงปริญญาเอก โดยถือว่าเป็นทรัพยากรของชาติอันทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจ

19. ให้มีการปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเพิ่มงบประมาณให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

20. เราจะหลอมรวมสังคมไทยในทุกเชื้อชาติ สาสนา ด้วยความรัก และความสามัคคี ให้เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย คือ ความมีน้ำใจที่ดีต่อกัน

www.prachamatiparty . com

นโยบายพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย


มัชฌิมาประชาธิปไตย

“ทางสายกลาง ความพอดี ความพอเพียง”

พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตยที่มีนโยบายชาตินิยมผสมประชานิยม และรัฐสวัสดิการนิยม
ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 15 มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคประชาราช ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และนายฉัตรชัย ชูแก้ว ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เสนอนโยบายหลัก 42 ข้อ ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังนี้

บททั่วไป

1.จะส่งเสริมให้มีการดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

2.ปราบปรามป้องกันการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงและติดตามทรัพย์สินที่ถูกโกงไปกลับคืนมา พร้อมกับการฟื้นฟูศักดิ์ศรี เกียรติและฐานะทางเศรษฐกิจของข้าราชการทุกประเภทและพนักงานส่วนท้องถิ่น

3.จะนำสันติสุข ความสงบและปลอดภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนมาโดยเร็ว และจะคุ้มครองความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน ด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังและการลงทุน

4.จะเพิ่มความสามารถทางการค้า โดยสร้างตลาดภายในให้เข้มแข็งต่อภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ

5.จะแก้ไขหนี้สินของประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ครู ตำรวจ ทหาร ฯลฯ โดยการเพิ่มรายได้ พักหนี้ แก้ไขกฎหมายสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง คล่องตัว และมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

6.เปิดเสรีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ สร้างความเท่าเทียมทางการคลังของประเทศโดยแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับเงินตรา แก้ไขกฎระเบียบธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ลดส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากไม่เกิน 3%

7.จะยกเลิกและแก้ไขข้อผูกพันทีทำไว้กับต่างประเทศ อันมีผลกระทบต่อคนไทยในสาขาต่างๆ แก้กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ

8.จะไม่ขายรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคและความมั่นคง ส่งเสริมรัฐวิสาหกิจให้พัฒนาการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นำรัฐวิสาหกิจที่ขายไปโดยไม่ชอบธรรม

9.จะสนับสนุนการค้าโชว์ห่วย และธุรกิจรายย่อยให้สามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้

10.จะขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้นโดยลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ในส่วนนิติบุคคลให้เก็บสูงสุดไม่เกิน 20% เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บภาษีให้ทั่วถึงและเป็นธรรมโดยให้มีการนิรโทษกรรมภาษีแก่บุคคลทั่วไป

11.จะพัฒนากองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพยกระดับให้เป็นธนาคารหมู่บ้านภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง
ด้านการคมนาคมขนส่ง

12.สร้างรถไฟฟ้า 10 สายทาง เก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย เป็นเวลา 10 ปี สำหรับกรุงเทพมหานคร เชื่อมไปยัง ปทุมธานี สมุทรสาคร นนทบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ และสร้างรถไฟฟ้ารางคู่ความเร็วสูงสู่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้

13.จะขุดลอกแม่น้ำ ลำคลอง และขยายเขื่อนกั้นน้ำให้ให้เรือบรรทุกขนาด 2,000 ตัน สามารถขนถ่ายสินค้าจากเกาะสีชังถึงสระบุรี และนครสวรรค์ได้

14.ศึกษาขั้นสุดท้ายอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการขุดคลองกระ เพื่อส่งเสริมการคมนาคม การค้าอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้

15.สร้างถนนคอนกรีต และประปาเข้าถึงทุกหมู่บ้านด้านแรงงาน

16.จะคุ้มครองสิทธิ ผลประโยชน์ สวัสดิการ ยกระดับฝีมือผู้ใช้แรงงาน ทั้งในและที่ไปใช้แรงงาน ต่างประเทศ แก้ไขกฎหมายให้นำกองทุนประกันสังคมฝากในกองทุนสหกรณ์ออมทรัพย์ของผู้ใช้แรงงานไปต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานสามารถกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และให้ดูแลสวัสดิการของผู้ใช้แรงงานให้เข้มแข็งขึ้น ในด้านการท่องเที่ยว

17.จะส่งเสริม ปรับปรุงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวให้น่าอยู่ และส่งเสริมแหล่งสร้างรายได้ ส่วนด้านพลังงาน

18.ส่งเสริมการใช้แหล่งเชื้อเพลิงทดแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ แอลกอฮอล์ ก๊าซธรรมชาติ หินน้ำมัน โซล่าเซล ไบโอดีเซล และกังหันลมด้านการเพิ่มรายได้เกษตรกร

19.จะแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างกลไกการตลาดและราคาที่เป็นธรรมผ่านระบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน โดยให้มีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนแนวทางกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

20.ประกันความเสี่ยงให้เกษตรกรรายย่อย

21.จะส่งเสริมการเลี้ยงโคเพศเมียให้เกษตรกร 1 ล้านครอบครัวและสนับสนุนการเลี้ยงโคขุนคุณภาพสูง แบบโคโกเบ โดยช่วยประกันราคา และส่งเสริมการเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์สัตว์เศรษฐกิจ 7 ประเภท ได้แก่ โค กระบือ ไก่ สุนัข แมว นก และปลา ทั้งคุณภาพและปริมาณ

23.จะส่งเสริมเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรให้พ้นจากความยากจน ด้วยการปลูกไม้โตเร็ว (กระถินยักษ์) เป้าหมาย 30 ล้านไร่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ผลิตกระดาษ และเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ด้านที่ดินและแหล่งน้ำ

24.เร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินและจัดที่ดินให้แก่ผู้ที่ไร้ที่ดินทำกินอย่างเพียงพอ

25.ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำธรรมชาติให้ จัดทำแผนแม่บทการชลประทาน เพื่อวางแผนการจัดสรรน้ำป้องกันน้ำท่วมให้แก่การเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการในระยะยาว จัดการเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำ โดยการสร้างเขื่อน ฝาย ขุดสระ หรือแก้มลิง ขุดทางน้ำเชื่อมแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล

26.เพิ่มปัจจัยการผลิตแก่ประชาชน ขุดบ่อน้ำ 9 ล้านบ่อ เพื่อ 9 ล้านครอบครัวภายใน 4 ปี
ด้านการสาธารณสุข

36.สนับสนุนการรักษาพยาบาลฟรี และขยายความคุ้มครองโดยเพิ่มเติมโรค ที่รักษาฟรี ให้ครอบคลุมมากขึ้น และให้สามารถเข้ารักษาได้ในโรงพยาบาลของรัฐ ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ด้านการส่งเสริมกลุ่มสตรีและความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

37.ส่งเสริมกิจกรรม เพื่อสร้างความอบอุ่นมั่นคง ให้สถาบันครอบครัวและสังคม

38.การประกันรายได้และให้การสงเคราะห์เงินดำรงชีพ 1,500 บาทต่อเดือน แก่ผู้สูงอายุ คนพิการไร้อาชีพ ไม่มีรายได้อื่นเสริมและไม่มีผู้เลี้ยงดู

39.ส่งเสริมกิจกรรมและบทบาทของกลุ่มสตรี โดยจัดสรรงบประมาณให้คณะกรรมการพัฒนาสตรีระดับหมู่บ้าน

40.เร่งรัดป้องกันและปราบปรามการค้าและผลิตยาเสพติด ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อาชญากรรมทุกประเภทอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

41.จัดที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพราคาเหมาะสม พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภค และการบริการขนส่งมวลชนอย่างทั่วถึง ให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ใช้แรงงานและข้าราชการด้านการกีฬา

42. จะส่งเสริมให้เยาวชนเล่นกีฬามากขึ้น โดยจัดให้มีลานกีฬาหมู่บ้านและชุมชน สนับสนุนการกีฬาโดยรัฐวิสาหกิจ เอกชน และงบประมาณของรัฐให้เข้าสู่มาตรฐานโอลิมปิคและสนับสนุนกีฬาให้เป็นอาชีพ ให้ส่วนลดภาษีเงินได้เป็น 2 เท่าของเงินบริจาคเพื่อการกีฬา

นโยบายพรรคชาติไทย

พรรคชาติไทย

“ ยืนหยัด ชัดเจน เปลี่ยนความคิด เป็นความจริง”

พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 13 มีนายบรรหาร กับโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ภายใต้แนวคิด “พัฒนาคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” นำโดยนายศิลปะอาชา หัวหน้าพรรค และ นายประภัตร โพธสุธน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค แบ่งแนวนโยบายตามภูมิภาค กล่าวคือ แบ่งเป็นระดับประเทศ ระดับภาค และส่วนของกรุงเทพมหานคร


นโยบายเด่นระดับประเทศ “พัฒนาคน” ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ไปจนถึงบั้นปลายแห่งชีวิต เด็กเรียนฟรี มีอาหารกลางวัน พร้อมยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลตำบล และเพิ่มงบพัฒนาครุภัณฑ์แก่ระบบโรงพยาบาลเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาท และจัดสวัสดิการผู้เดือดร้อนให้ทั่วถึง “พัฒนาแหล่งน้ำ” โดยตั้งกระทรวงทรัพยากรน้ำ เพื่อบริหารน้ำอย่างมีเอกภาพ ให้มีการพัฒนา 25 ลุ่มน้ำหลัก เพื่อจัดการน้ำอย่างเพียงพอ และขยายเขตบริเวณชลประทานจาก 27 ล้านไร่ เป็น 60 ล้านไร่ “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” ทำถนนลาดยาง ไร้ฝุ่น ทุกหมู่บ้าน ระยะทาง 50,000 ก.ม. ภายใน 3 ปี และจัดขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่ และเมืองหลักให้เพียงพอ

แนวนโยบายในส่วนของกรุงเทพมหานคร มีการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยเร่งรัดโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน ผู้มีรายได้น้อยให้อยู่ใกล้แหล่งงาน แก้ไขปัญหาจราจร โดยจัดระบบขนส่งสาธารณะให้เหมาะสม และเชื่อมโยงให้ทั่วถึงกัน รวมถึงขจัดมลภาวะ โดยบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการ ฝุ่น เสียง น้ำ ขยะล้น อย่างเข้มงวด จริงจัง

แนวนโยบายในส่วนภูมิภาค สอดคลองกับนโยบายในระดับประเทศ โดยภาคกลางเน้น น้ำมี หนี้ลด ถนนดี ชีวิตเข้มแข็ง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำนโยบายภายใต้หัวข้อ น้ำมี หนี้ลด คนมีที่ทำกิน ชีวิตเข้มแข็ง ภาคเหนือมีการผลักดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน ให้คนอยู่ร่วมกับป่า และพัฒนาชีวิตเกษตรกร ในส่วนภาคตะวันออกมีนโยบายเก็บกวาดมลพิษ บังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดการปัญหาน้ำเสีย ฝุ่นละออง ขยะพิษอย่างเข้มงวดจริงจัง ส่งเสริมการค้าผลผลิตทางการเกษตร และเชื่อมการขนส่งระบบรางและถนน ระหว่างภาคเหนือ ภาคอีสาน กรุงเทพฯ กับท่าเรือแหลมฉบัง

ส่วนแนวนโยบายภาคใต้ มี 3 นโยบายหลัก เริ่มจาก “แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้”
ด้วยยุทธศาสตร์ บูรณาการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระบบอุทธรณ์ฉุกเฉินเพื่อความเป็นธรรม บริหารราชการแบบครบวงจรจังหวัดชายแดนใต้ และส่งแรงงานชายแดนใต้ไปโลกมุสลิม

นโยบายต่อมา “พัฒนาด้ามขวานไทยให้เป็นทอง” ด้วยยุทธศาสตร์ สามเหลี่ยมท่องเที่ยวปลอดภัยในแดนใต้ เปิดประตูขนส่งสินค้าทางทะเลฝั่งตะวันตก สร้างแหล่งพลังงานแบบพึ่งพาตนเอง และบริหารการประมงแบบยั่งยืน และสุดท้าย “ส่งเสริมอัตลักษณ์เป็นแกนหลักสังคมใต้” ด้วยยุทธศาสตร์ รักษาเอกลักษณ์ของชาวปักษ์ใต้ ส่งเสริมบทบาทสตรีใต้ให้รับใช้แผ่นดินเกิด และส่งเสริมการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศเฉพาะทาง

http://www.chartthai.or.th/chartthai/main.php

นโยบายพรรคพลังประชาชน

พรรคพลังประชาชน

“เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยพลังประชาชน”

พรรคพลังประชาชน เน้นนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในสมัยรัฐบาลทักษิณ
ซึ่งมี 4 เป้าหมายหลักคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และสร้างปัญญา รวมทั้งเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตย สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดย มีนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และ นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขาธิการพรรค ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 12

นโยบายที่ใช้เป็นอาวุธในการหาเสียง คือ เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ให้แก่ประชาชน
แบ่งได้ 12 ข้อ คือ
1.จะไม่มีการขึ้นภาษี
2.พักหนี้เกษตรกร
3.พัฒนากองทุนหมู่บ้าน
4.จัดสรรเงินทุนประจำหมู่บ้านหรือเอสเอ็มแอล
5.โอท็อประยะที่สอง
6.ธนาคารประชาชน
7.เพิ่มทุนจดทะเบียนเอส เอ็มอี
8.เร่งออกโฉนดเอกสารสิทธิพิชิตความจน
9.โคล้านตัว แสนฟาร์ม
10.ประกันราคาพืชผลของเกษตรกร
11.แรงงานบินก่อน ผ่อนทีหลัง มีสินเชื่อโดยไม่ต้องค้ำประกัน
12.เดินหน้าผู้ว่าฯ ซีอีโอ

มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในโครงการเมกะโปรเจ็คต์ 1.5 ล้านล้านบาท อัดฉีดเงินทุนในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งรถไฟฟ้า 9 เส้นทางเริ่มใช้ภายใน 3 ปี 5 แสนล้านบาท ค่าโดยสารไม่เกิน 15 บาท ตลอดสาย โครงการบริหารจัดการเรื่องน้ำ 2 แสนล้านบาท และโครงการ 1 แสนล้านบาท เพื่อการเร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังไม่มีการขึ้นภาษีและยกเลิกมาตรการกันเงินทุนสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย

อีกทั้งการกลับมาของโครงการที่พักอาศัย บ้านรถไฟฟ้า บ้านบัณฑิต บ้านรัฐสวัสดิการ บ้านเอื้ออาทรบ้านมั่นคง และ การวางโครงข่ายคมนาคม และระบบขนส่งสินค้าครบวงจรเพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและการเดินทางที่รวดเร็ว ปลอดภัย เช่น รถไฟรางคู่ พัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ พัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย ถนนใยแมงมุมสู่ไร่นา

นโยบายส่งเสริมด้านสุขภาพ โดยต่อยอดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค วางโครงการใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารักษาที่ใดก็ได้ในกรณีฉุกเฉิน และขยายสิทธิของประกันสังคมให้ครอบคลุมถึงครอบครัวของผู้ประกันตัวบัตรประชาชนรักษาทุกโรคให้ครอบคลุมการรักษาและการบริการมากขึ้น นอกจากนี้ยังประกาศสงครามกับยาเสพติดรอบใหม่ พร้อมเดินหน้าปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และจัดตั้งกองทุนหมื่นล้านเพื่อช่วยเหลืออาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

ด้านการศึกษาที่เป็นจุดแข็งอีกเรื่องหนึ่ง จะมีการเดินหน้าการศึกษาที่จะใช้ระบบไอซีแอล เรียนก่อนผ่อนทีหลังที่โดยนำเงินที่ได้จากหวยบนดินที่จะกลับมามาใช้ดำเนินการ และจะแก้ปัญหาหนี้สินให้กับครู
รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยสร้างคลังความรู้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อุทยานเพื่อการเรียนรู้

www.ppp.or.th/

นโยบายพรรคแรงงาน

พรรคแรงงาน

"สร้างสรรค์ สังคม"

พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 7 มีพันจ่าเอกเตชินท์ ทับพลี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และ นายวีริศนันต์ เทพตู่ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ตั้งขึ้นด้วยนโยบายหลักที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาความยากจนของคนในชนบทให้หมดไป โดยยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ การตลาดเสรีที่มีกลไกกำกับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สร้างระบบสังคมที่มีสวัสดิการและหลักประกันเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่ดีกินดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

นโยบายด้านการเมือง ปฏิรูปกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และมีสาระที่ประกันศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ สามารถคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน อีกทั้งปฏิรูประบบการบังคับใช้กฎหมายให้มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ รวดเร็ว และมีการตรวจสอบ ส่งเสริมให้มีองค์กรระงับข้อพิพาททางสังคมที่สอดคล้องกับการกระจายอำนาจการบริหาร และการคลังสู่ท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนมี
ส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง มีนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรอันดีกับทุกประเทศทั่วโลก

นโยบายด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมกลไกการตลาดโดยการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดกฎหมาย ป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ และกฎหมายเศรษฐกิจ ที่ส่งเสริม และกำกับการแข่งขันภายในประเทศให้เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมปรับปรุงระบบกฎหมายการเงินให้สมบูรณ์ โดยเฉพาะกฎหมายกำกับสถาบันการเงิน กฎหมายควบคุมและกำกับธุรกรรมทางการเงิน กฎหมายเกี่ยวกับตราสารหนี้และ ตราสารอนุพันธ์และการเงิน อีกทั้งตรวจสอบและควบคุมให้มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ และแรงงานภาคต่าง ๆ รวมตัวเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง และให้มีการ พัฒนายกระดับความรู้ความสามารถ ทักษะของผู้ใช้แรงงานให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับสภาพ การผลิตที่แปรเปลี่ยนไป เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นของผู้ใช้แรงงาน อีกทั้งส่งเสริมให้มีองค์กรกลาง เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค และผู้ใช้แรงงานในภาคต่างๆ โดยให้มีตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจขององค์กรนั้นอย่างแท้จริง มีการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การจัดการและการบริหารที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยี และส่งเสริมระบบการประกันความเสี่ยงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างอำนาจการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น โดยให้มีการสะสมทุนในระดับที่เหมาะสม เพื่อความมั่นคง และก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของชาติรวมถึงในภูมิภาคเอเชีย

นอกจากนี้ยังส่งเสริมนโยบายการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคในประเทศ ผลักดันให้หน่วยงาน ของรัฐ จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ เปิดเผยและเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชน ได้รับรู้อย่างทันเหตุการณ์ อีกทั้งผลักดันให้รัฐจัดตั้งองค์กรกำกับชี้แนะทิศทางการลงทุน แก่ผู้ประกอบการทราบเป็นระยะอย่างต่อเนื่องและชัดเจน ส่งเสริมระบบการประกันภัยผลิตผลทางการเกษตร ระบบการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ระบบการรักษาสินทรัพย์ของชาติ และให้มีการพัฒนาระบบสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ

http://www.dopa.go.th/party/tlp.htm

นโยบายพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยได้ถือกำเนิดในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังดำเนินการต่อสู้อย่างเข้มข้น นับเป็นการตั้งพรรคการเมืองภาคประชาชนอีกครั้งหนึ่งภายหลังการปราบปรามขบวนการภาคประชาชนในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองถูกต้องตามกฎหมาย มีนายประเดิม ดำรงเจริญ ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค นายธนพงษ์ เสวีวลลภ เป็นเลขาธิการพรรค และในการเลือกตั้ง 50 ที่จะถึงนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครแบบแบ่งเขตหมายเลข 3

นายประเดิม ดำรงเจริญ หัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ในคอลัมน์ถามทาง หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้ายฉบับ ต.ค.50 ว่า นโยบายหลักที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ คือการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อผลิตอาหารปลอดสารพิษ อาหารที่ปลอดภัย โดยคนทุกชนชั้นในสังคมสามารถเข้าถึงได้ รูปธรรมก็คือ ทำการพัฒนาการเกษตรแบบเป็นระบบที่ครอบคลุมทั้งประเทศ เอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการผลิต ส่วนในเรื่องของอุตสาหกรรม การทำการเกษตร กับอุตสาหกรรมต้องเป็นสัดส่วน เพราะถ้าในพื้นที่การเกษตรที่อุตสาหกรรมเข้าไปตั้งแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์จะไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้

ในเรื่องของการจัดการที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม โรงงานหลายประเภททำอันตรายต่อแผ่นดิน ทำให้ดินปนเปื้อนสารพิษสูง จึงไม่ควรให้มาตั้งในประเทศไทย อย่างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ บางยี่ห้อก็ไม่ผลิตในประเทศแม่ แต่เอาไปผลิตในประเทศด้อยพัฒนา คนงานก็สูดดมสารพิษเข้าไป บ้านเรือนของประชาชนรอบโรงงานก็เดือดร้อน ดินของเรากลายเป็นถังขยะให้เขาเอาของเสียมาทิ้ง ในฐานะเจ้าของประเทศก็ต้องบอกให้เขาปรับปรุง ถ้าปรับไม่ได้ก็ย้ายโรงงานไป แต่นายประเดิมก็กล่าวว่าไม่ได้ปฏิเสธความเจริญโดยสิ้นเชิง เพราะกรณี ป่าชุมชน ป่าสงวนนั้นไม่ได้คิดว่าต้องกันคนออกจากป่า เพราะในต่างประเทศคนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ บางป่าเอกชนเป็นเจ้าของด้วย แต่ต้องจัดวิธีการดูแล เพราะนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระบบชลประทาน

นายประเดิมกล่าวตอบโต้ความคิดที่ว่าการชลประทานคือการสร้างเขื่อนว่า เขื่อนไม่เคยเก็บน้ำได้จริง ไม่เคยช่วยเกษตรกรได้ในหน้าแล้ง หน้าฝนก็ต้องปล่อยน้ำ การสร้างแต่ละเขื่อนต้องทำลายป่าไม้ไปมากมาย เขื่อนในประเทศไทยมีมากแต่ก็ไม่ได้ทำให้ชลประทานดีขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่แผนหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ผ่านมาเก้าแผนเน้นเรื่องอุตสาหกรรมมาตลอด แล้วคนก็จนลง มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย มันได้ไม่คุ้มเสีย

“เราพัฒนาประเทศให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง ให้เรายืนได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ไม่ดีกว่าหรือ” นายประเดิมกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์

นโยบายพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

“ประชาสมคิด เพื่อชีวิตที่สมหวัง”

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเสนอตัวเป็นทางเลือกที่เป็นทางออกของสังคม ในตำแหน่งพรรคผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตหมายเลข 2 มีพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร
ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

นโยบายที่ถือเป็นจุดขายของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา คือ ระบบบำนาญประชาชน เดือนละ 2 พันบาท คล้าย เป็นเบี้ยยังชีพ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ชาวไร่ชาวนาที่ว่างงาน คนแก่ ประมาณเกือบ 2 ล้านคน และดูแลเด็กที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังของชาติตั้งแต่แรกเกิด มีการปรับโครงสร้างหนี้ของครู สรรหาคนเก่งมาเป็นแม่พิมพ์ของชาติ

ส่วนแนวนโยบายเดิมของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลสมัยที่ผ่านมา ถูกนำมาต่อยอดทำใหม่ โดยตั้งหลักไว้ว่าต้องทำให้ดีกว่า เร็วกว่า ประหยัดกว่า นั่นหมายความว่าต้องคุณภาพล้วนๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โดยแก้ไขเงินกองทุนหมู่บ้านจากเดิม 1 ล้านบาทเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท แล้วปรับให้เป็นธนาคารหมู่บ้านและขยายวงเงินโครงการ SML เดิมรัฐจัดสรรให้ 2-2.5-3 แสนบาท เราจะเพิ่มเป็น 3-4-5 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการจ้างงาน ส่วนแผนบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการเกษตร จะเอาน้ำไปให้ประชาชน ไม่ให้ประชาชนมาหาน้ำ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งก็จะหมดไป ถือเป็นนโยบายที่คาดหวังว่าจะให้เห็นผลก่อนครบวาระ 4 ปีของรัฐบาล

สำหรับการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้นโนบายแนวการรบแบบจีนที่ว่า
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” โดยต้องรู้ตัวเองก่อนเมื่อประเทศไทยมีหน่วยกำลังพลของกองทัพบก กองทัพเรือส่วนหนึ่ง แล้วยังมีกำลังตำรวจ ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจภูธร กำลังฝ่ายพลเรือนและฝ่ายปกครอง ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นโยบายพรรคประชาราช

พรรคประชาราช
“ประเทศร่มเย็น ประชาชนเป็นสุข”

พรรคการเมืองผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต หมายเลข 9 มีนายเสนาะ
เทียนทอง ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และ มี ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร เป็นเลขาธิการพรรค

นโยบายหาเสียงของพรรคก่อน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย อดีตเลขาธิการพรรคประชาราช จะแยกตัวออกไป มีดังนี้

1. ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

2. ปราบทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง

3. นำสันติสุขกลับคืนภาคใต้โดยเร็ว

4. จัดทำเอกสารที่ดินทำกินให้เหมาะสม

5. ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

6. แก้ไขความยากจนของเกษตรกร การตั้งสหกรณ์ ทบทวน FTA

7. แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร

8. ให้นักเรียนเรียนฟรี 12 ปี จนถึงอุดมศึกษา

9. คุ้มครองสิทธิ ผลประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน

10. รับรอง คุ้มครองสิทธิเด็ก คนชรา คนพิการ

11. ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของประชาชน (ไม่เก็บ 30 บาท)

12. ปรับฐานภาษี ให้ทั่วถึงเป็นธรรม

นโยบายพรรคพลังเกษตรกร

พรรคพลังเกษตรกร
“แผ่นดินนี้ เรามีสิทธิรับผิดชอบ”

ภายใต้ความคิด “เกษตรกรไม่ได้เป็นหนี้ใคร แต่ประเทศไทยเป็นหนี้เกษตรกร” โดยการนำของนายอนันต์ กาญจนสุวรรณ หัวหน้าพรรค มีนายผวน เส้งนนท์ ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค พรรคการเมืองขนาดเล็กจากจังหวัดสงขลาลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหมายเลข 5 เน้นนโยบายแก้ปัญหา 3 ด้านของสังคมไทยปัจจุบัน

นโยบายด้านการเกษตร เสนอการจัดตั้ง “สภาเกษตรกร” ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับชาติโดยเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้รัฐเป็นผู้สนับสนุนให้สำเร็จให้ได้ ในภาคส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาจะต้องมีการเกื้อหนุนต่อการพัฒนาของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนการผลิตสินค้าทางการเกษตรทุกชนิด ทุกพื้นที่ เพื่อหาความเหมาะสมในการผลิตและการประกันราคา ให้เกษตรกรเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน

พัฒนาระบบขนส่งทุกประเภท พาณิชนาวี รวมไปถึงรถไฟรางคู่เพื่อส่งเสริมธุรกิจด้านการเกษตรและอื่นๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ สนับสนุนการจัดตั้งสหกรณ์สินค้าการเกษตรในสถานีรถไฟ สถานีขนส่งทุกกสถานี เพื่อการระบายสินค้าทางการเกษตรในประเทศ และให้ถือการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทุกด้านเป็นกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยรัฐ

นโยบายแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแนวทางการจัดตั้ง “คณะความมั่นคงประจำหมู่บ้าน (คมม.)” จากประชาชนในหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านเอง เพื่อทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและหาทางแก้ไข เสนอทางแก้ผ่านคณะความมั่นคงประจำตำบล (คมต.) สู่คณะความมั่นคงประจำอำเภอ (คมอ.) ต่อไปยังคณะความมั่นคงประจำจังหวัด (คมจ.) และนำปัญหาสู้ผู้มีอำนาจในการสั่งการแก้ไขโดยไม่ผ่านฝ่ายราชการ ที่ทำหน้าที่เป็นกำลังสนับสนุน

นโยบายแก้ปัญหาเมืองหลวง ตามโครงการสร้างเมืองหลวงหลัก 10 เมืองทั่วประเทศ โดยนำเงินจาการยุติการก่อสร้างรถไฟฟ้า รถใต้ดิน และอาคารต่างๆ ที่ลงทุนด้วยภาษีประชาชนมาใช่ก่อสร้าง ซึ่งในทุกเมืองจะต้องมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ทั้งสถานศึกษา สถานพยาบาล สถานที่ราชการต่างๆ มีหน่วยงานระดับอธิบดีดูแล โรงงานอุตสาหกรรมเป็นรูปแบบที่ใช้วัตถุดิบที่เมืองหลัก และต้องสร้างพระราชวังที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถในทั้ง 10 เมืองหลัก

“พรรคพลังเกษตรกรทำได้จริง ถ้าท่านต้องการจริง เราใช้ทรัพยากรที่มี ทุนเท่าที่มี ไม่ต้องกู้ต่างชาติ ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม ไม่ต้องจ่างต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษา เราทำของเราเองได้ ความสุข ความสะดวกสบาย จะเกิดทุกหย่อมหญ้าทั่วประเทศไทย ไม่มีความทุกข์ทุกหย่อมหญ้าเหมือนทุกวันนี้” จากแถลงการณ์นโยบายเร่งด่วนพรรคพลังเกษตรกร

นโยบายพรรคเพื่อแผ่นดิน


พรรคเพื่อแผ่นดิน
"นำรอยยิ้มกลับสู่สังคมไทย "



นาย
สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค นำทีมพรรคเพื่อแผ่นดินลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหมายเลข 1 โดยมี ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ เป็นเลขาธิการพรรค ชูนโยบาย 9 ความสุขที่จะทำประโยชน์ให้กับประชาชน คือ

1.กินดีอยู่ดีมีความสุข
2.สุขภาพดีมีความสุข
3.ความรู้ดีมีความสุข
4.ครอบครัวดีมีความสุข
5.สังคมดีมีความสุข
6.สิ่งแวดล้อมดีมีความสุข
7.ราคาพืชผลดีมีความสุข
8.รู้รักสามัคคีมีความสุข
9.ศักดิ์ศรีของประเทศดีมีความสุข

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ท่านผ่านมา พรรคเพื่อแผ่นดิน มีการเปิดตัว 21 ดอกเตอร์ ที่มาร่วมงานกับพรรคมีการแถลง 3 นโยบายสำคัญ ที่จะนำมาช่วยเสริมกับนโยบายเก้าความสุข คือ นโยบาย 3 ว. ได้แก่ วัดเวียง วัง เป็นโยบายที่ส่งเสริมการสร้างความสุขโดยรวม โดยใช้วิธีการดึงวัดเข้าหาคน เน้นการสร้าง สามคิว คืออีคิว ไอคิว และเอสคิว (การบริหารด้านจิตวิญญาณ) โดยหากได้รับเลือกพรรคจะสนับสนุนให้มีการนำพระสงฆ์เข้ามาร่วมสอนศาสนา ส่งเสริมการศึกษาศาสนาจนถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์ที่ไม่ขัดต่อธรรมวินัย เช่น ให้ศึกษากฎหมายและส่งเสริมโครงการธรรมะดีลิเวอรี่มากขึ้น

นายญาณกร วรกุลรักษ์ กล่าวในฐานะตัวแทนด้านเศรษฐกิจว่า พรรคส่งเสริม “ความสุข” เป็นที่ตั้ง เน้นการสร้างงานที่เพียงพอต่อประชากร โดยเห็นความสำคัญกับวิชาชีพอิสระ เช่น พยาบาล พ่อครัว หรือคนทำงานด้านไอที โดยเฉพาะต้องส่งเสริมอาชีพที่ต่างประเทศขาดแคลน เน้นส่งเสริมให้มีการส่งออกวิชาชีพเหล่านี้ไปต่างประเทศ เช่น พยาบาล เพราะพบว่าในยุโรปพยาบาลอาชีพขาดแคลนและอัตราค่าจ้างสูงมาก

ด้านนายชนัด เผ่าพันธุ์ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม กล่าวว่า นโยบายที่กลุ่มดอกเตอร์เพื่อแผ่นดินนำเสนออีกอย่างคือด้านพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก เพราะขณะนี้ ต้นทุนด้านพลังงานเป็นสิ่งที่คุกคามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีนโยบายในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานทดแทน โดยมีโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในชุมชน ให้คนชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการทำได้ในเวลาอันสั้นและเรายังพิจารณาให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง

ส่วนนโยบายยุทธศาสตร์สร้างความสุขให้คนกรุงเทพฯ มี 5 ด้าน ได้แก่

1.ความสุขจากการใช้ชีวิตในมหานครที่แข็งแรงและน่าอยู่ อาทิ จัดอพาร์ตเมนต์ใกล้สถานีรถไฟฟ้า-รถใต้ดิน และโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ที่มีรายได้น้อย สร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 4 มุมเมือง ปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ 9 ล้านต้นภายใน 4 ปีทั่วกรุงเทพฯ

2.ความสุขจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี จัดพื้นที่ในเกาะรัตนโกสินทร์ พื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่บริเวณวัด มัสยิด โบสถ์

3.ความสุขจากการมีงานทำ มีอาชีพ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชีย จัดให้มีพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การบริการ และการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคเขต พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4.ความสุขจากการเดินทางที่สะดวกสบาย ติดต่อนัดหมายตรงเวลา

5.ความสุขจากการบริหารจัดการพัฒนามหานครที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คือตั้งกองทุนพัฒนามหานครเพื่อระดมทุนพัฒนากรุงเทพฯ และปริมณฑล

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้ง2550

"ประชาชนต้องมาก่อน"

พรรคการเมืองจดทะเบียนที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย กับ “วาระประชาชน” ที่ยังคงนำเสนอรายละเอียดนโยบายต่างๆ มาเป็นระยะ ล่าสุดหัวหน้าพรรคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาเรียกร้องประชาชนและสื่อช่วยกดดันทุกพรรคการเมืองแข่งขันนโยบาย ประเดิมค้านใช้พลังงานนิวเคลียร์ และการปลูกพืชจีเอ็มโอ ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหมายเลข 4 มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค ชู
4 นโยบายหลัก คือ

การพัฒนาคน โดยมีแคมเปญ เรียนฟรี เรียนดี มีงานทำให้เด็กไทยทุกคนจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงมัธยมปลาย เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องมีงานทำ สร้างงานได้ และอีกส่วนหนึ่งคือ หลักประกันอันมั่นคงในสวัสดิการที่ดีของทุกคน ดูแลคนไทยทุกช่วงวัยของชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจวบจนวัยชรา เพิ่มศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและที่ทำงานให้ทั่วถึง สำหรับประชาชนอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่ไม่มีหลักประกันอื่น มีเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท

กอบกู้เศรษฐกิจ เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท ด้วยการลงทุน 300,000 ล้านบาทขยายระบบชลประทานทั่วประเทศ ประกันภัยพืชผล ประกันราคาพืชผลเพื่อผลิตพลังงานทดแทน (เอทานอล) และตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ในชนบท นอกจากนี้ยังมีการลดค่าครองชีพ ลดภาระประชาชน โดยลดต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนการสร้างเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง เน้นการลงทุน 450,000 ล้านบาท ในระบบขนส่งมวลชนและระบบรถไฟ อีกทั้งจะมีการก่อสร้างรถไฟรางคู่ ท่าเรือน้ำลึก เชื่อมโยงไทย เชื่อมโยงโลก และกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้

ใต้สันติ คืนความยุติธรรมให้ประชาชน สร้างกลไกการทำงานภาครัฐที่เป็นเอกภาพ พัฒนาเศรษฐกิจด้วยจุดแข็งของพื้นที่ และพัฒนาการศึกษาเพื่ออนาคตที่มีงานทำพึ่งตนเองได้

ฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการปฏิรูปจริยธรรมนักการเมือง เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระและมีคุณภาพ บริหารจัดการบนหลักนิติธรรม หลักธรรมาภิบาลด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น มุ่งสู่ความเป็นการเมืองรูปแบบใหม่ที่ประชาชนต้องมาก่อน และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ สร้างความเข้มแข็งการเมืองภาคประชาชน ปฏิรูปสื่อมวลชนด้วยการออกกฎหมายเป็นหลักการประกันสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม กำเนิดใหม่ทีวีเสรี และปฏิรูปช่อง 11เป็นโทรทัศน์สาธารณะ

www.democrat.or.th

รายชื่อพรรคการเมืองไทย

รายชื่อพรรคการเมืองไทย
พรรคกสิกรไทย
พรรคประชากรไทย
พรรคกิจสังคม
พรรคมหาชน
พรรคความหวังใหม่
พรรคภูมิใจไทย
พรรคเกษตรไทย
พรรคพลังธรรม
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติประชาธิปไตย
พรรคเผ่าไทย
พรรคคนขอปลดหนี้
พรรคเกษตรมหาชน
พรรคเพื่อฟ้าดิน
พรรครู้แจ้งเห็นจริง
พรรคชีวิตที่ดีกว่า
พรรคไทยช่วยไทย
พรรคกฤษไทยมั่นคง
พรรคสยาม
พรรครักษ์ถิ่นไทย
พรรคแผ่นดินไทย
พรรคพัฒนาสังคมไทย
พรรคพลังเกษตรกร
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคมวลชน
พรรคพลังประชาชน
พรรครักษ์แผ่นดินไทย
พรรคธัมมาธิปไตย
พรรคธรรมชาติไทย
พรรคพัฒนาชาติไทย
พรรคเกษตรกรไทย
พรรคประชาชนไทย
พรรคแรงงาน
พรรคประชาธรรม
พรรคเสรี

พรรคเพื่อแผ่นดิน